Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4294/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเวนคืนทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้นดังนั้นจึงต้องเป็นไปตามหลักการเบื้องต้นที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคสองบัญญัติไว้กล่าวคือจะต้องเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ส่วนวิธีการคำนวณหาราคาที่สูงขึ้นดังกล่าวเมื่อยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาตามที่มาตรา21วรรคสี่บัญญัติไว้ออกใช้บังคับก็จะต้องอาศัยหลักเกณฑ์หรือมาตราการที่เห็นว่าเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ถูกเวนคืนและสังคมเป็นส่วนรวมมาใช้ก่อนหาใช่จะต้องแปลความว่าเมื่อไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณออกใช้บังคับแล้วจะมิต้องคำนวณราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนเสียเลยและไม่ต้องนำมาหักออกจากค่าทดแทนที่จะต้องจ่ายให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนไม่ทั้งนี้เพราะจะทำให้มาตรา21วรรคสองอันเป็นหลักการเบื้องต้นไม่มีผลใช้บังคับอันมิใช่เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าวคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯจึงมีอำนาจคำนวณราคาที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ว่ามีราคาสูงขึ้นและนำมาหักกับค่าทดแทนที่จะต้องจ่ายแก่โจทก์ได้ ได้มีพระราชกฤษฎีกาฯซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะประกาศใช้มีผลให้ที่ดินของโจทก์จะต้องถูกเวนคืนการที่โจทก์จะได้รับชดใช้ค่าทดแทนหรือไม่เพียงใดย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมายเมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา21วรรคสองกำหนดให้เอาราคาสูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากค่าทดแทนให้แต่ไม่ให้ถือว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทวีขึ้นนั้นสูงไปกว่าจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจะให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายกลับต้องใช้เงินให้อีกเช่นนี้เมื่อราคาที่สูงขึ้นนั้นมีจำนวนมากกว่าค่าทดแทนในกรณีของโจทก์โจทก์ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่รัฐแต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากรัฐโดยนัยของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเช่นกันการที่โจทก์ถูกเวนคืนโดยไม่ได้รับค่าทดแทนจึงเป็นไปตามบทกฎหมายและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2521มาตรา33วรรคสาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 มาตรา 33 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 14,760,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน อัตราร้อยละ 8.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การว่า การกำหนดราคาที่ดินถูกต้องเป็นธรรมอย่างยิ่งและชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 แล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7527 เนื้อที่ 3 ไร่1 งาน 54 ตารางวา ตั้งอยู่ตำบลบางโคล่ (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา(บางรัก)

กรุงเทพมหานคร ตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงบางโคล่ เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลเชื่อมระหว่างถนนสาธรกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่ 492 ตารางวา โดยถนนสายนี้ผ่ากลางที่ดินของโจทก์ทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกแบ่งออกเป็น 2 แปลง อยู่คนละฝั่งถนนและที่ดินแต่ละแปลงมีเนื้อที่ 1 ไร่เศษ รวม 2 แปลง 862 ตารางวาคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนโดยถือบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 ถึง 2534 เป็นเกณฑ์ในราคาตารางวาละ20,000 บาท

เนื้อที่ 200 ตารางวา และราคาตารางวาละ 5,000 บาทเนื้อที่ 292 ตารางวา รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 5,460,000 บาท แต่คณะกรรมการข้างต้นเห็นว่า ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้น โดยเปรียบเทียบจากราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในเวลานั้นของที่ดินบริเวณถนนจันทน์ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันและเป็นโครงการคล้ายคลึงกันที่สำเร็จแล้วมาคำนวณ ซึ่งเมื่อคิดคำนวณแล้วราคาที่ดินที่เหลืออยู่สูงขึ้นเป็นจำนวนมากกว่าเงินค่าทดแทนที่โจทก์จะได้รับจำเลยที่ 1 จึงไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนให้โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.2

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังไม่มีคำวินิจฉัยมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาประการแรกว่า ที่ดินส่วนของโจทก์ที่ถูกเวนคืนควรมีราคาตารางวาละ 30,000 บาทเห็นว่า โจทก์คงมีตัวโจทก์เพียงคนเดียวเบิกความว่า ที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ซื้อขายกันในราคาตารางวาละ30,000-40,000 บาท และก่อนที่ที่ดินของโจทก์จะถูกเวนคืนที่ดินแปลงนี้ก็มีผู้เสนอขอซื้อในราคาตารางวาละ 30,000 บาท แต่โจทก์ไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารมาสนับสนุนข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใด นายสำราญ สอนเสนาะ พยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ 3 สำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สินกรมที่ดินที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาบัญชีราคาประเมินที่ดินก็เบิกความเพียงว่า ราคาประเมินที่ดินของทางราชการปกติแล้วจะต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด

มิได้ระบุเจาะจงว่าราคาที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนนั้นซื้อขายกันในท้องตลาดเท่าใด หรือมีราคาซื้อขายกันในท้องตลาดสูงกว่าราคาประเมินเท่าใด จึงไม่ทำให้ข้อนำสืบของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ คงมีเพียงคำเบิกความของโจทก์ลอย ๆ ไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดราคาเฉลี่ยเป็นเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตารางวาละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน9,840,000 บาท นั้น เป็นประโยชน์แก่โจทก์และต้องด้วยเจตนารมณ์ของประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 แล้วไม่มีเหตุจะแก้ไขเป็นประการอื่น

โจทก์ฎีกาต่อไปว่าที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์ถนนที่ตัดผ่านยังมิได้สร้างแล้วเสร็จดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อถนนตัดผ่านที่ดินของโจทก์แล้วจะทำให้ที่ดินเจริญและมีราคาสูงขึ้นจึงเป็นเพียงการคาดคะเนถึงอนาคต ซึ่งอาจเกิดขึ้นหรือไม่เพียงใดก็ได้ไม่อาจนำมาใช้เทียบเคียงกับที่ดินของโจทก์ในสภาพเป็นอยู่ขณะนั้น เห็นว่าที่ดินของโจทก์เดิมไม่มีถนนสาธารณะผ่านแต่มีถนนส่วนบุคคลซึ่งเป็นของโจทก์เองกว้างเพียง 4 เมตร ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเมื่อที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนโดยมีถนนสาธารณะกว้างถึง 40 เมตรตัดผ่านแบ่งที่ดินของโจทก์หลังจากถูกเวนคืนออกเป็น 2 แปลงมีเนื้อที่แปลงละ 1 ไร่เศษ และทั้งสองแปลงอยู่ริมติดกับถนนสาธารณะที่ตัดผ่านย่อมเห็นประจักษ์ว่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์จะต้องมีราคาสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะสูงขึ้นเพียงใดนั้นย่อมจะต้องอนุมานจากสภาพของที่ดินเมื่อมีการสร้างถนนสาธารณะดังกล่าวเสร็จแล้ว

ทั้งนี้โดยเปรียบเทียบจากสภาพที่ดินที่ใกล้เคียงและคล้ายคลึงกันกับสภาพที่ดินของโจทก์ โจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่าที่ดินของโจทก์แปลงที่ถูกเวนคืนนี้ในปัจจุบัน (ปี 2536) มีราคาตารางวาละ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาท มีผู้ต้องการซื้อในราคานี้แต่โจทก์ไม่มีความประสงค์จะขาย เห็นได้ว่าในขณะที่เจ้าหน้าที่เวนคืนแจ้งประเมินราคาที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเมื่อปี 2534ตารางวาละ 20,000 บาท และ 5,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.2จนถึงขณะที่โจทก์เบิกความในปี 2536 เป็นเวลาเพียง 2 ปีเศษที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์ยังมีราคาสูงขึ้นประมาณตารางวาละ 10,000-20,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ถนนสาธารณะที่ตัดผ่านที่ดินของโจทก์ยังสร้างไม่เสร็จ

ฉะนั้น การที่ฝ่ายจำเลยประเมินราคาที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์โดยอาศัยย่านถนนจันทน์อันเป็นถนนสาธารณะที่ใกล้เคียงกับที่จะสร้างผ่านที่ดินของโจทก์มาเป็นหลักในการคำนวณโดยคิดให้ตารางวาละ 35,000 บาทสำหรับที่ดินติดกับถนนสาธารณะและตารางวาละ 5,000 บาท สำหรับที่ดินที่ไม่ติดถนนสาธารณะ จึงเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากอยู่แล้วการประเมินดังกล่าวหาใช่เป็นเพียงการคาดคะเนเอาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ทั้งที่ดินทั้งสองแปลงที่เหลือจากการถูกเวนคืนของโจทก์แต่ละแปลงก็มีเนื้อที่ถึง 1 ไร่เศษ กว้าง 22 เมตร ยาว 40-50 เมตรเพียงพอที่จะปลูกอาคารทำการค้าขายหรือเป็นที่อยู่อาศัยได้จึงเห็นว่าการประเมินดังกล่าวได้ให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมอันสังคมจะพึงได้รับแล้ว

โจทก์ฎีกาประการต่อไปว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯไม่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณราคาที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ของโจทก์ว่ามีราคาสูงขึ้นเท่าใด ทั้งนี้เพราะยังมิได้มีพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้ออกใช้บังคับในขณะนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าการเวนคืนทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นก็ให้เอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทน และวรรคสี่ บัญญัติว่าการคำนวณว่าอสังหาริมทรัพย์ใดมีราคาสูงขึ้นตามวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา บทกฎหมายข้างต้นได้กำหนดเป็นหลักการเบื้องต้นไว้ในวรรคสองว่า ถ้าการเวนคืนรายใดทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนนั้นมีราคาสูงขึ้น

ก็ให้เอาราคาที่สูงขึ้นหักออกจากเงินค่าทดแทนที่จะต้องจ่ายให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน ส่วนในวรรคสี่ได้กำหนดถึงวิธีการคำนวณราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ตามวรรคสองว่า ให้ใช้หลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา กรณีของโจทก์ดังที่วินิจฉัยมาแล้วว่า การเวนคืนทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องเป็นไปตามหลักการเบื้องต้นที่มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติไว้กล่าวคือ จะต้องเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ ส่วนวิธีการคำนวณหาราคาที่สูงขึ้นดังกล่าวเมื่อยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาตามที่มาตรา 21 วรรคสี่บัญญัติไว้ออกใช้บังคับก็จะต้องอาศัยหลักเกณฑ์หรือมาตรการที่เห็นว่าเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ถูกเวนคืนและสังคมเป็นส่วนรวมมาใช้ก่อนหาใช้จะต้องแปลความว่าเมื่อไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณออกใช้บังคับแล้ว

จะมิต้องคำนวณราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนเสียเลย และไม่ต้องนำมาหักออกจากค่าทดแทนที่จะต้องจ่ายให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนไม่ ทั้งนี้ เพราะจะทำให้มาตรา 21 วรรคสอง อันเป็นหลักการเบื้องต้นไม่มีผลใช้บังคับ อันมิใช่เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จึงมีอำนาจคำนวณราคาที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ว่ามีราคาสูงขึ้นและนำมาหักกับค่าทดแทนที่จะต้องจ่ายแก่โจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นโจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า การเวนคืนที่ดินของโจทก์โดยไม่จ่ายค่าทดแทนเช่นนี้เป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และ พ.ศ. 2534 ซึ่งบัญญัติไว้ว่าการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและต้องใช้ค่าทดแทนนั้น

เห็นว่าตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 มาตรา 33 วรรคสามซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่ที่ดินของโจทก์ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนโดยพระราชกฤษฎีกาฯ บัญญัติว่าการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ และต้องชดใช้ค่าทดแทนภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย กรณีของโจทก์ได้มีพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะประกาศใช้มีผลให้ที่ดินของโจทก์จะต้องถูกเวนคืน ส่วนการที่โจทก์จะได้รับชดใช้ค่าทดแทนหรือไม่เพียงใดย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมาย เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสองกำหนดให้เอาราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากค่าทดแทนได้ แต่ไม่ให้ถือว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทวีขึ้นนั้นสูงไปกว่าจำนวนเงินค่าทดแทนเพื่อจะให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายกลับต้องใช้เงินให้อีก เช่นนี้เมื่อราคาที่สูงขึ้นนั้นมีจำนวนมากกว่าค่าทดแทนในกรณีของโจทก์โจทก์ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่รัฐ แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากรัฐโดยนัยของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นเช่นกันการที่โจทก์ถูกเวนคืนโดยไม่ได้รับค่าทดแทนจึงเป็นไปตามบทกฎหมายและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521มาตรา 33 วรรคสามพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ · สุทธิ นิชโรจน์ · สมบัติ เดียวอิศเรศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1983/2541

เมื่อการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมทางหลวงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตาม พ.ร.ฎ.กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงพิเศษสายพระประแดง -บางแค - ตลิ่งชัน - บางบัวทอง ตอนพระประแดง - บางแค -ตลิ่งชัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3670/2540

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงสุรวงศ์...พ.ศ.2516 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2540 (เลขอ้างอิง 5031)

พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมพรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมากเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข343 สายคลองตัน-ลาดกระบังพ.ศ.2532กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4114/2539

แม้การเวนคืนที่ดินของโจทก์เป็นไปตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายแยกถนนจรัญสนิทวงศ์... พ.ศ. 2524 ซึ่งกฎหมายแม่บทว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7102/2539

ตาม พ.ร.ฎ.กำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน - หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524และ พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมาก ฯ พ.ศ.2532 ที่กำหนดให้อธิบดีกรม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้