Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4293/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันประกอบกิจการรับจ้างถมดิน ทราย และลูกรัง โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบส่งมอบงานและรับค่าจ้างถมดินด้วยและหุ้นส่วนทุกคนจะรับผิดชอบในกิจการดังกล่าวจนแล้วเสร็จการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างช่วงให้โจทก์ถมดินในที่ดินบางส่วนซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับผู้ว่าจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้รับมอบหมายจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นโดยตรง แต่กิจการที่จำเลยที่ 1 ทำไปนั้นก็เพื่อให้สามารถส่งมอบงานให้ผู้ว่าจ้างทันตามสัญญา จึงอยู่ภายในกรอบแห่งวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายโดยตรงของการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนอันถือได้ว่าเป็นการจัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในกิจการที่ว่าจ้างนั้น และต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนร่วมกันรับจ้างเหมาถมดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 5025, 1612, 16546, 1545, 1652, 1521, และ 1548 จากบริษัท พี.เอ.เอสเตท จำกัด จำนวนเนื้อที่ 100 ไร่ ประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2534 จำเลยที่ 1ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้ถมดินในที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 7 ไร่ เป็นเงินค่าจ้าง 1,621,761 บาท โดยจะชำระค่าจ้างเมื่อโจทก์ทั้งสองถมดินเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองได้เริ่มถมดินเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534 จนถึงวันที่ 2534 จึงเสร็จ และได้ส่งมอบงานแก่จำเลยทั้งสามแล้วแต่จำเลยทั้งสามผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างให้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,621,761 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 67,573 บาทจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อทำการรับเหมาถมดินให้แก่บริษัท พี.เอ.เอสเตท จำกัด และได้แบ่งงานให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถมดินให้บริษัทดังกล่าวจำนวน 7 ไร่ ตามฟ้องจริง แต่ตกลงค่าจ้างกันเพียง 1,365,000บาท ไม่ถึง 1,689,334 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองอ้าง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิรับค่าจ้างเนื่องจากได้ถมดินเพียงบางส่วนแล้วละทิ้งงานไปไม่ยอมถมให้เสร็จตามสัญญา ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วในระยะเวลาตามฟ้องและในขณะนี้ แต่ขอรับว่าจำเลยที่ 2 กับพวกได้รับเหมาถมดินให้แก่บริษัท

พี.เอ.เอสเตท จำกัด จริง บริษัทดังกล่าวยังไม่ได้ชำระค่าจ้างแก่จำเลยที่ 2 กับพวก อีกเป็นเงิน 1,500,000 บาท หากบริษัทดังกล่าวชำระค่าจ้างให้แล้วและผู้ร่วมงานของจำเลยที่ 2 ค้างค่าจ้างโจทก์ทั้งสองจริงก็สามารถใช้เงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสองได้ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญารับจ้างถมดินให้แก่บริษัท พี.เอ.เอสเตท จำกัด ในพื้นที่ประมาณ100 ไร่ จำเลยที่ 3 ไม่เคยมอบอำนาจหรือให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการว่าจ้างโจทก์ทั้งสองรับเหมาดินในเนื้อที่ 7 ไร่ หากแต่จำเลยที่ 1 ทำไปในฐานะส่วนตัว โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 แบ่งส่วนที่ดินให้โจทก์ทั้งสองถมดิน

โจทก์ทั้งสองจึงต้องผูกพันตามสัญญาจ้างเหมาที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับบริษัทผู้ว่าจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาเพราะถมดินและความสูงของดินไม่ครบ 7 ไร่ จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างถมดิน จำเลยที่ 3ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,621,761 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2533 (ที่ถูกคือ 2534)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 มกราคม 2535)ไม่ให้เกิน 65,573 บาทจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีการะหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2533 จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญารับจ้างเหมาถมดิน ทรายและลูกรังกับบริษัท พี.เอ.เอสเตท จำกัด ผู้ว่าจ้างในเนื้อที่ 100 ไร่ ตามสัญญาจ้างเหมาถมดินเอกสารหมาย จ.2 วันที่ 6 เดือนเดียวกันจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อประกอบกิจการรับจ้างถมดินทราย และลูกรังให้แก่บริษัทผู้ว่าจ้างดังกล่าวตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 4มิถุนายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับบริษัทผู้ว่าจ้างเป็นเนื้อที่ 7 ไร่ โจทก์ทั้งสองถมดินรวม 987 เที่ยว คิดเป็นปริมาตร18,019.57 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 1,621,761 บาทปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มิได้ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมอย่างไรแต่กลับยอมรับว่าเห็นด้วยในผลคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อต่อไปว่าจำเลยที่ 3 ต้องผูกพันในการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองถมดินหรือไม่

จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างถมดินให้กับบริษัท พี.เอ.เอสเตท จำกัด เท่านั้น ทั้งตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีข้อความระบุว่าได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองถมดินแต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นการทำเกินขอบอำนาจและในฐานะส่วนตัว จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 เห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกันโดยได้ทำสัญญาหุ้นส่วนตามเอกสารหมาย จ.1ซึ่งตามสัญญาฉบับดังกล่าวข้อ 2 ได้ระบุวัตถุประสงค์ว่าเพื่อร่วมกันประกอบกิจการรับจ้างถมดิน ทรายและลูกรังให้แก่บริษัทผู้ว่าจ้าง สัญญาข้อ 3 และข้อ 5 ระบุว่าหุ้นส่วนตกลงมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบส่งมอบงานและรับค่าจ้างถมดินด้วยและหุ้นส่วนทุกคนจะรับผิดชอบในกิจการดังกล่าวจนแล้วเสร็จ

การที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างช่วงให้โจทก์ทั้งสองถมดินในที่ดินบางส่วนซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับบริษัทผู้ว่าจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้รับมอบหมายจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นโดยตรง แต่กิจการที่จำเลยที่ 1 ทำไปนั้นก็เพื่อให้สามารถส่งมอบงานให้บริษัทผู้ว่าจ้างทันตามสัญญาจึงอยู่ภายในกรอบแห่งวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายโดยตรงของการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนอันถือได้ว่าเป็นการจัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนด้วย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในกิจการที่ว่าจ้างนั้น และต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องผูกพันรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในหนี้อันเกิดจากการว่าจ้างโจทก์ทั้งสองดังกล่าว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ตันติเตมิท · บุญธรรม อยู่พุก · ปรีชา บูรณะไทย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2551

จำเลยและ พ. กับพี่น้องตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร้านค้าร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงเข้าลักษณะสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 การที่ พ. สั่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1026/2538

จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกันในการซื้อขายที่ดินพิพาทแม้จำเลยที่2และที่3มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายโดยมีจำเลยที่1เพียงผู้เดียวลงลายมือชื่อเป็นผู้จะขายและโจทก์ที่1เป็นผู้จะซื้อสัญญาดังกล่าวก็ผูกพั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1300/2533

จำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนในห้างฯ จำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินโจทก์ แม้ภายหลังจำเลยที่ 5 ได้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3848/2531

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กับบริษัท ด. และบริษัท อ. ได้จดทะเบียนการค้าสำหรับงานก่อสร้างสะพานไว้กับกรมสรรพากรว่า "สาธรบริดจ์ จอยเวนเจอร์" โดยมี อ. เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน เช่นนี้ย่อมเป็นที่เห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2520

จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077(2) เ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้