Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไว้แทน น. ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสาม น. ได้ ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 73 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการล่วงหน้าและรับเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำจากจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามเป็นตัวแทนของ น. ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน และดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ น. ทำไว้กับจำเลยที่ 1 สิทธิในที่ดินและตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสาม หากมีการโต้แย้งสิทธิก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของ น. มิใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งที่จะนำคดีมาสู่ศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรนายนันทวัฒน์และเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 เนื้อที่รวมกัน 16 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ไว้แทนนายนันทวัฒน์ เมื่อประมาณกลางปี 2537 จำเลยที่ 1 มาหานายนันทวัฒน์ติดต่อขอซื้อที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 73 แปลง โดยติดต่อหลายครั้ง ในที่สุดนายนันทวัฒน์ตกลงขายที่ดินทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 110,000,000 บาท มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายระบุว่าผู้จะซื้อจะชำระเงินค่ามัดจำ 8,000,000 บาท ให้แก่ผู้ขาย มีเงื่อนไขว่าผู้จะขายจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4812 ให้แก่ผู้จะซื้อก่อน เพื่อนำไปเป็นหลักทรัพย์ในการเสนอขอกู้เงินจากบุคคลที่ให้การสนับสนุนจำเลยที่ 1 แล้วจะนำเงินมาชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือต่อไป

ต่อมานายสุชาติซึ่งจำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นหุ้นส่วนร่วมทำธุรกิจนำแบบหนังสือสัญญาขายที่ดินของสำนักงานที่ดินมาให้โจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อตามจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ให้ โดยหนังสือสัญญาขายที่ดินยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ เมื่อโจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อแล้ว นายสุชาติได้นำหนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ซื้อ โจทก์ที่ 1 ทักท้วงจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้ตกลงขายให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนด้วยอีกคนหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินแล้วก็ออกจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมไปกับนายสุชาติ โดยนายสุชาติบอกจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสามว่าจะรีบไปเบิกเงินมาชำระค่าที่ดิน

เมื่อนายสุชาติกลับมาที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม โจทก์ที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับการลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 นายสุชาติไม่ยอมตอบ บอกว่าจะรีบไปชำระเงินค่าธรรมเนียม จากนั้นก็เดินกลับมาหาโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งถือโฉนดที่ดิน 2 แปลง ที่โจทก์ที่ 1 มอบให้ และพูดว่าเรียบร้อยแล้ว นายสุชาติบอกให้ไปเอาเงินที่บ้าน โจทก์ทั้งสามรวมทั้งนายนันทวัฒน์จึงตามนายสุชาติไป เมื่อถึงบ้านนายสุชาติให้โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงินในหนังสือสัญญา โจทก์ที่ 1 ทักท้วงว่าไม่ได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดว่าทำไว้ให้สบายใจทุกฝ่ายเท่านั้นเองไม่มีอะไร โจทก์ทั้งสามจึงลงลายมือชื่อรับเงินค่ามัดจำเป็นเงิน 8,000,000 บาท ซึ่งในสัญญาฉบับดังกล่าวระบุการรับเงินถึง 13,000,000 บาท

โจทก์ที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงิน 5,000,000 บาท เอาไว้ด้วย หลังจากนั้นนายสุชาติและจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วมาให้โจทก์ที่ 1 ดู โจทก์ที่ 1 จึงลงลายมือชื่อเป็นพยาน ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2538 โจทก์ที่ 1 และนายนันทวัฒน์ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน แต่ไม่พบ วันรุ่งขึ้นติดต่อไปที่บ้านนายสุชาติได้รับคำตอบว่าไม่ได้พบจำเลยที่ 1 นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินค่าที่ดินงวดที่สองมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจึงริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท และมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 กลับคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม

ทั้งมอบให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 บอกกล่าวให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินทั้ง 2 แปลงจากโจทก์ทั้งสามเป็นการรับโอนไว้แทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 2 แปลง ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 2 แปลง คืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท

จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 รู้จักกับนายนันทวัฒน์บิดาของโจทก์ทั้งสามมานานแล้ว เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินกันหลายครั้ง มีความสนิทสนทกันมาก เมื่อเดือนกันยายน 2537 โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้าน ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยดำเนินการนำที่ดินตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ไปทำการจัดสรรและขายให้แก่บุคคลอื่นเพื่อนำผลกำไรมาแบ่งปันกัน แต่โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มีข้อแม้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินประมาณ 10,000,000 บาท ก่อนโดยให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดต่อหานายทุนให้ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้ทราบว่าหาเงินให้โจทก์ทั้งสามได้แล้ว แต่โจทก์ทั้งสามต้องทำสัญญาโอนขายที่ดินให้ 2 แปลง

คือที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินก่อน แล้วทำสัญญาซื้อคืนได้ภายหลัง โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์ตกลง ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2537 จึงนัดมาทำการโอนที่ดิน จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามไปแล้ว 10,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเป็นเงินสด โดยหักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายการโอน และค่านายหน้า พร้อมกันนี้โจทก์ทั้งสามให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 2 แปลงคืนจากจำเลยที่ 2 ในราคา 14,625,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2537 โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านอีก พร้อมทั้งทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไว้ฉบับหนึ่งว่าโจทก์ทั้งสามจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2097, 4738-4772, 4774-4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม

อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมเนื้อที่ 27 ไร่เศษ ในราคา 110,000,000 บาท และได้วางมัดจำไว้ 8,000,000 บาท ซึ่งความจริงในวันที่ 19 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ทั้งสาม ไม่มีการวางมัดจำการซื้อขายที่ดินจำนวน 8,000,000 บาท และไม่มีการตกลงจะซื้อจะขายที่ดินต่อกัน สัญญาฉบับดังกล่าวทำกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2537 ซึ่งโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาที่จะให้มีผลใช้บังคับ เนื่องจากโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะทำธุรกิจจัดสรรที่ดินร่วมกันแล้วนำผลกำไรมาแบ่งปันกัน โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน สัญญาฉบับดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ได้ทำอำพรางการลงทุนทำธุรกิจจัดสรรที่ดินร่วมกัน โดยโจทก์ทั้งสามเกรงว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ร่วมดำเนินการจัดสรรที่ดินแล้วนำผลกำไรมาแบ่งปัน

สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินตามฟ้อง โจทก์ทั้งสามได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 เนื้อที่รวม 16 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 และนายสุชาติซึ่งเป็นอาของจำเลยที่ 2 ในราคา 13,000,000 บาท โดยทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งได้รับชำระเงินค่าที่ดินไปครบถ้วนแล้ว ที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และนายสุชาติ จำเลยที่ 2 และนายสุชาติไม่เคยเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจใดๆ กับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับโอนที่ดินไว้แทนจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จะมีข้อตกลงหรือสัญญากันอย่างใดหรือไม่ก็เป็นเรื่องระหว่างกันเอง

โจทก์ทั้งสามจะอาศัยข้อตกลงหรือสัญญาดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโอนที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามไม่ได้ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 14,625,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 จะต้องชำระเงินค่าที่ดินเป็นงวดรวม 12 งวด เป็นเงินงวดละ 725,000 บาท 11 งวด และงวดสุดท้ายชำระ 11,050,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระราคาที่ดินตามเงื่อนไขให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันยกเลิกกันทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน ทั้งนี้โดยความตกลงยินยอมของโจทก์ทั้งสาม จึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาดังกล่าว โจทก์ทั้งสามเกรงว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ชำระราคาตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 2 จึงขอให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขตามที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ทั้งสามก่อน

หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญากับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามทราบแล้วก็ไม่ตกลงซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 กลับให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินทั้ง 2 แปลง คืนแก่โจทก์ทั้งสาม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญากับโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือบอกเลิกข้อตกลงที่จะขายที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามและปฏิเสธที่จะโอนที่ดินคืน เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จะต้องโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสาม กับให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ไว้แทนนายนันทวัฒน์ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสาม นายนันทวัฒน์ได้ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 73 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการล่วงหน้าและรับเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 คืนแก่โจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท

จากจำเลยที่ 1ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามเป็นตัวแทนของนายนันทวัฒน์ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 และดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายนันทวัฒน์ทำไว้กับจำเลยที่ 1 สิทธิในที่ดินและตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสาม หากมีการโต้แย้งสิทธิก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของนายนันทวัฒน์มิใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งที่จะนำคดีมาสู่ศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทั้งโจทก์ทั้งสามมิได้รับมอบอำนาจจากนายนันทวัฒน์ให้ฟ้องคดีแทนตามมาตรา 60 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ วายุภาพ · ธนัท วิรบุตร์ · พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้