Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ผู้ร้องขัดทรัพย์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ได้เงินสุทธิเท่าใดให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ 2ใน 3 ส่วน เงินส่วนที่เหลือให้ผู้ร้องขัดทรัพย์รับไป เช่นนี้ ก็ต้องถือว่าเงินส่วนที่เหลือจาก 2 ใน 3 ส่วนของเงินสุทธิที่ขายทอดตลาดได้ตกเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์ตามที่ได้ตกลงกันไว้ เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินของจำเลยเมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ที่ยึดได้จากการขายทอดตลาดครั้งแรกในราคา 80,000 บาท แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่วางเงินมัดจำในการซื้อทรัพย์และได้ทำสัญญาขอผัดชำระเงินผลที่สุดได้ผิดสัญญาไม่นำเงินมาชำระและได้ยอมให้จัดการขายทอดตลาดทรัพย์ใหม่ตามสัญญายอมรับผิดที่ทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากการขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งหลังได้ราคาต่ำกว่าการขายครั้งก่อนเท่าไร ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมใช้เงินให้เต็มจำนวนตามที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับซื้อไว้ครั้งก่อน ฉะนั้น เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งหลังได้ในราคา 61,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาขายครั้งแรกก็ต้องคิดส่วนได้ของโจทก์และค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดเต็มจำนวนเสมือนหนึ่งขายทอดตลาดได้ราคาเท่าการขายทอดตลาดครั้งแรกเงินส่วนได้ของผู้ร้องขัดทรัพย์จากการขายทอดตลาดครั้งหลังจึงต้องตกอยู่ในบังคับที่จะนำไปชดใช้ส่วนที่ขายทอดตลาดได้ราคาต่ำไปนั้นด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ เดิมโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท ตามสัญญากู้โจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระเงินให้โจทก์ศาลพิพากษาตามยอม จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย คือ รถยนต์โดยสารยี่ห้ออีซูสุ เลขทะเบียน บ.ล. 00398 ระหว่างประกาศขายทอดตลาด ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องอ้างว่า ตัวถัง เบาะที่นั่ง และอุปกรณ์ในตัวถังรถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้งดการขายทอดตลาดและถอนการยึด โจทก์แถลงคัดค้านในที่สุดโจทก์ จำเลย และผู้ร้องขัดทรัพย์ ตกลงประนีประนอมยอมความกันให้นำรถยนต์ที่ยึดออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าไร ให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา 2 ใน 3 ส่วน เงินที่เหลืออยู่ให้ผู้ร้องขัดทรัพย์รับไป

จำเลยไม่ค้าน และให้ถือว่าผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปตามจำนวนเงินนั้นต่อมาศาลสั่งขายทอดตลาดรถยนต์คันดังกล่าว ผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 80,000 บาท ซึ่งผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องวางเงินมัดจำ 25% เป็นเงิน 20,000 บาท ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่มีเงินวางจึงทำหนังสือสัญญาซื้อขายไว้กับจ่าศาลชั้นต้นว่า ถ้าผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่นำเงินทั้งหมดมาชำระให้เสร็จภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันซื้อทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมให้ศาลชั้นต้นบังคับยึดทรัพย์ของผู้ร้องขัดทรัพย์ขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินที่จะต้องวางมัดจำ20,000 บาท และยอมให้จัดการขายทรัพย์ใหม่ หากการขายครั้งหลังนี้ได้ราคาต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมออกเงินใช้ให้เต็มตามจำนวนที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับซื้อไว้ครั้งก่อน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาพ้นกำหนดนัดแล้ว ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงประกาศขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าวใหม่ และโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 61,000 บาท เมื่อโจทก์ผู้ซื้อได้ชำระเงิน 61,000 บาท และหักค่าธรรมเนียมการขายร้อยละ 5 เป็นเงิน 3,050 บาท แล้วคงเหลือเงิน 57,950 บาท โจทก์ได้ขอหักส่วนของโจทก์ที่มีส่วนได้2 ส่วนใน 3 ส่วนออกก่อน เป็นเงิน 38,633.33 บาท แล้วโจทก์จึงวางเงินที่เหลือ 1 ส่วนเป็นเงิน 19,316.67 บาทต่อศาล ต่อมาจ่าศาลชั้นต้นรายงานต่อศาลขอให้ริบเงิน 19,316.67 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินของผู้ร้องขัดทรัพย์ผู้ผิดสัญญาโดยไม่วางเงินมัดจำ ศาลสั่งว่า ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาซื้อขายทรัพย์ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่าเงินจำนวน 19,316.67 บาทที่ศาลยึดนี้ควรตกได้แก่จำเลยผู้เป็นเจ้าของทรัพย์

โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิจะได้รับตามกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งว่าเงินจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลสั่งริบนี้เป็นเงินส่วนได้ของผู้ร้อง มิใช่ของโจทก์หรือจำเลยให้ยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินดังกล่าวได้มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยซึ่งถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการขายแทนคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278, 322 วรรค 2 โจทก์ชอบที่จะขอรับเงินจำนวนนี้มาชำระหนี้ได้ตามกฎหมายศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของผู้ร้องขัดทรัพย์ ไม่ใช่เงินของจำเลยที่โจทก์จะมาขอชำระหนี้ของโจทก์ได้ พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

เมื่อโจทก์ผู้ร้องขัดทรัพย์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ตกลงกันว่ารถยนต์ที่ยึดไว้ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใด ให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ 2 ใน 3 ส่วน เงินที่เหลือให้ผู้ร้องขัดทรัพย์รับไป ให้ถือว่าผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปตามจำนวนเงินนั้น เมื่อตกลงกันไว้เช่นนี้ ในชั้นแรกก็ต้องถือว่าเงินจำนวน 19,316.67 บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนที่เหลือจาก 2 ใน 3 ส่วนของเงินสุทธิที่ขายทอดตลาดได้ตกเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์ตามที่ได้ตกลงประนีประนอมกันไว้ เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินของจำเลย แต่เมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นผู้ซื้อรถยนต์ที่ยึดได้จากการขายทอดตลาดครั้งแรกในราคา 80,000 บาทนั้น ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่วางเงินมัดจำในการซื้อทรัพย์ แต่ได้ทำสัญญาขอผัดชำระเงิน และผลที่สุดได้ผิดสัญญาไม่นำเงินมาชำระและได้ยอมให้จัดการขายทอดตลาดรถยนต์ใหม่ ตามสัญญายอมรับผิดที่ทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า

หากขายทอดตลาดครั้งหลัง ได้ราคาต่ำกว่าการขายครั้งก่อน ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมใช้ให้เต็มจำนวนที่รับซื้อไว้ ฉะนั้น เมื่อขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้ราคา 61,000 บาท ซึ่งต่ำไปกว่าราคาขายครั้งแรกเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการขายทอดตลาดครั้งก่อนได้รับความเสียหายเท่าจำนวนเงินที่ขายได้ราคาต่ำไป ซึ่งผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องรับผิดตามที่ได้ทำสัญญาไว้ คือ ผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องรับผิดชอบในเงินที่ขายต่ำลงอีก 19,000 บาท เพื่อให้ครบ 80,000 บาท โดยเหตุนี้เงินจำนวน 19,316.67 บาท อันเป็นส่วนของผู้ร้องขัดทรัพย์ดังกล่าว จึงต้องอยู่ในบังคับที่จะนำมาชดใช้ส่วนที่ขายทอดตลาดรถยนต์ได้ราคาต่ำไป อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาขายทอดตลาดรถยนต์นั่นเอง

โจทก์ย่อมขอรับชำระหนี้จากเงินจำนวนนี้ได้ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าเงินที่จะนำมาชดใช้นี้จะเป็นเงินมัดจำหรืออย่างไร การคำนวณจึงต้องถือราคาขาย 80,000 บาทเป็นเกณฑ์และหักเป็นค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดไว้ ส่วนของผู้ร้องขัดทรัพย์ที่ขาดหายไปย่อมตกเป็นพับแก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ ดังนั้น เมื่อหักค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด 4,000 บาท ออกจากเงินสดที่มีอยู่จริง 61,000 บาทแล้วจึงมีเงินสุทธิเหลืออยู่ 57,000 บาท เงินสุทธิที่เหลืออยู่จึงเป็นส่วนของโจทก์ที่โจทก์ควรมีควรได้เป็นเงิน 50,666.67 บาท คือ 2 ใน 3 ส่วน ของเงินที่ขายทอดตลาดได้ในราคา 80,000 บาท ฉะนั้น เงินที่ยังคงค้างอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดี 19,336.67 บาทนั้น

โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อีก 12,033.34 บาท และต้องหักเป็นค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดอีก 950 บาท ส่วนที่เหลือจึงจะตกได้แก่ผู้ร้องขัดทรัพย์พิพากษาแก้ เป็นว่า เงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลจำนวน 19,316.67 บาท นั้น ให้เป็นส่วนของโจทก์ 12,033.34 บาท และให้หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด 950 บาท ส่วนที่เหลือจึงให้ตกเป็นส่วนได้ของผู้ร้องขัดทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนับ คัมภีรยส · วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้