Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 4243)

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยพาผู้เสียหายที่2ไปในที่ต่างๆโดยผู้เสียหายที่1ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่2ไม่ทราบว่าผู้เสียหายที่2ไปไหนเป็นเวลาหลายชั่วโมงย่อมเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่1แม้ผู้เสียหายที่2จะสมัครใจไปด้วยและจำเลยมิได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่2ก็เป็นการพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยสำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยบังคับขู่เข็ญและฉุดกระชากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุ 14 ปีพาผู้เสียหายที่ 2ไปเสียจากความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 มารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพื่อการอนาจารทั้งเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ผู้เสียหายที่ 2 ต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 2ไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลสามผง ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม และอำเภอนาหว้าจังหวัดนครพนม เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277, 310, 317, 91สำนวนที่สอง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก 2 คนร่วมกันมีมีดจำนวน 1 เล่น เป็นอาวุธบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำเลยใช้มีดจี้ประทุษร้ายผู้เสียหายและกระชากลากตัวผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย และผู้เสียหายที่ 2เกิดความกลัวจึงยอมไปกับจำเลย เหตุเกิดที่ตำบลสามผงอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ในวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานได้ยึดมีดซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดไว้เป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 310, 362,364, 365 ริบมีดของกลางและนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยคดีอาญาหมายเลขดำที่ 804/2535 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฎิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 4 ปี มาตรา 317 วรรคท้าย จำคุก 5 ปีมาตรา 365 จำคุก 1 ปี มาตรา 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก ลงโทษตามมาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปีเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี มีดของกลางศาลสั่งริบในคดีอื่นแล้วจึงไม่ริบอีกและที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยในสำนวนที่สองต่อจากโทษในสำนวนคดีแรกนั้น เมื่อศาลพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนรวมกันแล้วจึงให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้ คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 อายุ 14 ปี อยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 1 กับนายประหยัด ผู้เสียหายที่ 2 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนสามผงวิทยาคม จำเลยมีอาชีพขับรถยนต์รับจ้างรู้จักผู้เสียหายที่ 2 และเคยไปมาหาสู่กับผู้เสียหายที่ 2บ่อยครั้ง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2535 เวลาประมาณ 15 นาฬิกาผู้เสียหายที่ 2 เลิกจากโรงเรียนขณะเดินกลับบ้าน พบจำเลยจอดรถยนต์อยู่ที่หน้าวัดโพธิ์ชัย จำเลยได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปในที่ต่าง ๆ จนกระทั่งเวลาประมาณ 22 นาฬิกา พากลับมาที่บ้านจำเลยให้นางหอมหวลมารดาของจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2ไปส่งบ้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปดังกล่าว จำเลยได้กระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและมีความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุไม่เกิน15 ปี โดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามหรือไม่ ได้ความเพียงว่ามีตัวอสุจิอยู่แสดงว่าได้ผ่านการร่วมประเวณีมาแล้วประมาณไม่เกิน 2 วัน จึงฟังได้เพียงว่าผู้เสียหายที่ 2 มีการร่วมประเวณีกับผู้ชาย เมื่อผู้เสียหายที่ 2 มิได้มายืนยันว่าถูกจำเลยกระทำชำเราจะสันนิษฐานเอาว่าเป็นการกระทำของจำเลยนั้นยังเป็นกรณีที่สงสัยอยู่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยในข้อนี้ให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227วรรคสอง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อนี้ได้ปัญหาประการต่อไปมีว่า ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปดังกล่าวจำเลยกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ปกครองหรือไม่

ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปในที่ต่าง ๆ ดังกล่าวโดยบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2ไม่ทราบว่าผู้เสียหายที่ 2 ไปไหนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ย่อมเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ปกครอง แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะสมัครใจไปด้วยดังที่จำเลยเบิกความและจำเลยมิได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นการไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 เข้าลักษณะเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ร่วมประเวณีหรือทำอนาจารเพียงแต่พาไปในงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนและไปรับประทานอาหารที่บ้านของเพื่อนจำเลย จึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารคงผิดเฉพาะพรากเด็กไปโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรกปัญหาประการต่อไปมีว่า ที่จำเลยไปบ้านของผู้เสียหายทั้งสองในวันที่ 9 เมษายน 2535 เวลาประมาณ 20 นาฬิกานั้น

จำเลยได้กระทำผิดฐานบุกรุกและมีความผิดต่อเสรีภาพตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้รูปคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อฉุดผู้เสียหายที่ 2 พยานหลักฐานของจำเลยในข้อนี้สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ จำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุกและฐานความผิดต่อเสรีภาพตามฟ้อง จำเลยคงมีความผิดเพียงฐานเดียวคือพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก แต่เนื่องจากหลังเกิดเหตุแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยากันแล้วและผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจเอาเรื่องกับจำเลยอีกต่อไป ประกอบกับตามความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนักสมควรที่จะลงโทษจำเลยในสถานเบาโดยให้จำคุกในอัตราขั้นต่ำของกฎหมายและรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน แต่เพื่อให้หลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคแรก ให้จำคุก 3 ปี ปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และ คงจำคุก 2 ปี และปรับ4,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากตามพจนานุกรมหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567

บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ซึ่งอำนาจปกครองเป็นอำนาจที่ผูกติดกับสถานะความเป็นบิดามารดาในความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างบิดามารดาและบุตร การที่บุคคลอื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนอำนาจปกครองของบิดามารดา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2566

แม้ได้ความจาก ส. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อจำเลยมาชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปดูโทรทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 ถามพยานว่าให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหรือไม่ ตอนแรกพยานไม่ยอมให้ไป เมื่อผู้เสียหายที่ 1 รบเร้าพยาน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4798/2565

โจทก์ฟ้องจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3431/2563

แม้ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในโรงเรียนหน้าห้องทำงานของจำเลย โดยจำเลยมิได้นัดแนะหรือพาโจทก์ร่วมที่ 1 มา ก็ถือว่าขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ร่วมที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้