Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4223/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้ของโจทก์ โจทก์อ้างว่ามีรายจ่ายที่จำเป็นและสมควรที่จะนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ขอหักตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจทำการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์โดยคิดหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ตามประมวลรัษฎากรพระราชกฤษฎีกา ษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 70 พ.ศ. 2520 มาตรา 3บัญญัติไว้ว่าให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 70 และมิได้มีบทบัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรเพิ่มเติมหรือลดอัตราดังกล่าวได้ ดังนั้นแม้จะมีระเบียบปฏิบัติเป็นหลักเกณฑ์ภายในให้ลดอัตราเหมาลงเสียร้อยละ 10 ของอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนดก็ไม่มีผลใช้บังคับได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 ไม่ได้ ต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 70ของรายรับ โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า การที่ทางราชการกรมสรรพากรได้ประเมินภาษีเป็นอัตราเปอร์เซนต์ ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้อ้างว่าการประเมินโดยวิธีหักค่าใช้จ่ายโดยเหมาเป็นการไม่ชอบไว้ตั้งแต่โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ศาลจึงวินิจฉัยในปัญหานี้ได้ การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 เป็นการชอบหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น โจทก์ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรค 2 และศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 225 ป.รัษฎากร มาตรา 30 ป.รัษฎากร มาตรา 40 พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะที่หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับค่าก่อสร้าง ร้อยละ 60เป็นให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 70 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์ชอบหรือไม่ ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งห้ามีว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 ของรายรับได้หรือไม่ และศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ในปัญหาตามฎีกาของโจทก์นั้น โจทก์อ้างว่าโจทก์มีรายจ่ายที่จำเป็นและสมควรที่จะนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งมีหลักฐานและได้ส่งให้แก่เจ้าพนักงานประเมินแล้ว โดยนางสุนันท์

ชัยอารีย์กิจ พยานโจทก์เบิกความว่า เป็นใบเสร็จรับเงินซื้อของเงินสดปี 2520-2521 จำนวน2 แฟ้ม ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.24/1 รายการที่ 8 แต่เจ้าพนักงานประเมินไม่ส่งมาเป็นพยานหลักฐานในคดีเป็นใบเสร็จรับเงินประมาณ200 ฉบับ จำนวนเงินรวมประมาณ 3,000,000 บาท ดังนั้นจึงต้องถือว่าจำเลยได้ยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างที่โจทก์จะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบนั้นโจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตลาดมีนบุรีแต่เอกสารที่โจทก์อ้าง คือใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ส่งให้แก่เจ้าพนักงานประเมินตามใบรับเอกสารหมาย จ.24/1 รายการที่ 8 ระบุว่าเป็นบิลซื้อของเงินสดจำนวน 2 แฟ้ม ซึ่งนางสุนันท์พยานโจทก์เบิกความว่าเอกสารดังกล่าวคือใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับการก่อสร้างทั้งหมดซึ่งย่อมหมายถึงในปี 2520-2521 ดังที่ปรากฏในเอกสารหมายจ.24/1 แต่ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญาก่อสร้างในคดีนี้ เมื่อวันที่ 27กรกฎาคม 2521 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.9 และงานก่อสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2521 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.21 จึงเป็นที่เห็นได้ว่าใบเสร็จรับเงินที่โจทก์อ้างว่าได้ส่งให้เจ้าพนักงานประเมินไปแล้วนั้น

หากจะมีใบเสร็จรับเงินเกี่ยวกับการก่อสร้างในคดีนี้อยู่ด้วย ก็หาใช่ใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตลาดมีนบุรีทั้งหมดไม่แต่เป็นใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการอื่น ในช่วงระยะเวลาอื่นด้วยจึงจะฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีรายจ่ายที่จะหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนเงินตามใบเสร็จรับเงินเท่านั้นหาได้ไม่ ทั้งนางสาวทัศนีย์ ชานนนาถ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภาษีเงินได้ของโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ขอหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงพยานจึงให้โจทก์นำเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายมาแสดง โจทก์นำมาให้บางส่วน ส่วนที่เหลืออ้างว่าสูญหาย คงมีใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายเพียง 4 ฉบับ ปรากฏตามเอกสารหมาย

ล.7 ซึ่งรวมอยู่ในเอกสารหมายล.1 อันดับที่ 127-130 พยานจึงทำการประเมินโดยหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 70 แต่ต่อมานายไพโรจน์ อินตรา ผู้บังคับบัญชาของพยานให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 หากโจทก์ได้ส่งหลักฐานใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่เจ้าพนักงานประเมินจะทำการประเมินโดยคิดหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา อีกประการหนึ่งโจทก์ฎีกาว่าโจทก์แจ้งความ(ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ) ว่า "หนังสือสัญญาก่อสร้างตลาดมีนบุรีพร้อมด้วยใบเสร็จรับเงินค่าวัสดุก่อสร้าง...หลายฉบับตกหาย...ส่วนที่เหลืออยู่จำนวนประมาณ 200 ฉบับ... จำนวน 2 แฟ้ม ส่งให้จำเลยที่ 1" แต่ตัวโจทก์เบิกความว่า "บิลซื้อของเงินสด...ที่กรมสรรพากรแจ้งว่าไม่ได้อยู่ที่กรมสรรพากรนั้น...เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่มี...ข้าพเจ้าจึงไปแจ้งความไว้"

จะเห็นได้ว่าไม่ตรงกับที่โจทก์อ้างในฎีกา ทำให้เห็นว่าแม้แต่โจทก์เองก็สับสนในเรื่องนี้ จึงจะฟังว่าโจทก์มีหลักฐานแสดงว่ามีค่าใช้จ่ายตามที่โจทก์อ้างไม่ได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ขอหักตามความเป็นจริงเจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจทำการประเมินโดยคิดหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้หาเป็นการขัดต่อประมวลรัษฎากรไม่ เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นในปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่ว่า พนักงานประเมินทำการประเมินโดยหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 ของรายรับได้หรือไม่นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 70 พ.ศ. 2520 มาตรา 3 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 70 และมิได้มีบทบัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรเพิ่มหรือลดอัตราดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จะมีระเบียบปฏิบัติเป็นหลักเกณฑ์ภายในให้ลดอัตราเหมาลงเสียร้อยละ 10ของอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนด ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.35 ก็หามีผลบังคับใช้ได้อย่างใดไม่ ดังนั้นพนักงานประเมินจึงหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 60 ไม่ได้ คงต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 70ของรายรับตามกฎหมายดังกล่าว

ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้นในปัญหาข้อสุดท้ายที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า การที่จำเลยประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์โดยวิธีหักค่าใช้จ่าย เป็นการเหมาร้อยละ 60 ของรายรับ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ปรากฏตามคำอุทธรณ์ของโจทก์เอกสารหมาย จ.3ว่า "...การที่ทางราชการกรมสรรพากร ได้ประเมินภาษีดังกล่าวเป็นอัตราเปอร์เซนต์นั้นไม่เป็นธรรมแก่ข้าพเจ้า..." ข้อความดังกล่าวนั้นถือได้ว่า โจทก์ได้อ้างว่าการประเมินโดยวิธีหักค่าใช้จ่ายโดยการเหมา เป็นการไม่ชอบไว้ตั้งแต่โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการหักเหมาค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 เป็นการไม่ชอบตามที่จำเลยอุทธรณ์นั้น

ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอ้างอิงในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรค 2 และศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และฎีกาจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เดชา สุวรรณโณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2554

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระบุปีภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณภาษี ภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือดังกล่าว สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 645/2532

โจทก์เป็นผู้ทำไม้ตาม ที่ได้รับสัมปทานเอง ลูกช่วงของโจทก์คือผู้รับจ้างตัด ฟันไม้จากโจทก์ การทำป่าไม้สัมปทานคือกิจการของโจทก์ตรง ตาม วัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์ การคำนวณรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2549

การที่โจทก์กู้เงินจากธนาคารในต่างประเทศไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท อ. โดยโจทก์เสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้แล้วบริษัท อ. นำเงินทุนทั้งหมดไปให้บริษัท ท. กู้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเจตนาทำให้ต้นทุนของบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8685/2543

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ต้องหักไว้ตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) แล้วนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 163/2541

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ยกเลิกการประเมิน และของดหรือลดเบี้ยปรับโดยให้เหตุผลว่า ในการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินกระทำไปโดยถือความเข้าใจและความรู้สึกของตนเองเป็นเกณฑ์ หากมีกรณีความเห็นไม่ตรงกันก็จะใช้คำถามนำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้