Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 422/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงแต่เพียงบางส่วนขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคำรับของคู่ความดังนี้เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง แม้ว่าการทำงานล่วงเวลากับการทำงานเกินเวลาทำงานปกติจะมีความหมายที่แตกต่างกัน แต่ต่างก็เนื่องมาจากการที่ ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างนอกเวลาทำงานปกตินั่นเอง และแตกต่างกันเพียงแต่ค่าตอบแทนว่า หากเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาก็จะมี อัตราเท่าครึ่งในวันธรรมดาหรือสามเท่าในวันหยุดแล้วแต่กรณี แต่ถ้าการที่ลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติโดยนายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าทำงาน ที่ลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้าง ตามเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกตินั้น เมื่อคดีปรากฏข้อเท็จจริง ว่าโจทก์ทำงานเกินเวลาทำงานปกติแล้ว ศาลแรงงานย่อมพิพากษาให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าทำงานที่โจทก์ทำงานเกินเวลาทำงานปกติแก่โจทก์ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานตามลำดับ ทำหน้าที่พนักงานขับรถลิมูซีน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 240 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือนมีวันหยุดประจำสัปดาห์เดือนละ 15 วันทำงาน 15 วัน ตั้งแต่เวลา5 นาฬิกา ถึง 5 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นจึงเป็นการทำงานเกินเวลาทำงานปกติไปวันละ 16 ชั่วโมง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในเวลาทำงานปกติสำหรับเวลาที่ทำเกินและสามเท่าของค่าจ้างในวันทำงานสำหรับจำนวนชั่วโมงที่ทำเกินเวลาทำงานปกติในวันหยุด แต่จำเลยไม่จ่ายค่าล่วงเวลาในปี 2537 ถึงปี 2539 แก่โจทก์ทั้งสอง เวลาในวันทำงานปกติจำนวน 293,040 บาท

ค่าทำงานเกินเวลาในวันหยุดจำนวน24,480 บาท และคืนเงินค้ำประกัน 10,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1กับจ่ายเงินแก่โจทก์ที่ 2 เป็นค่าทำงานเกินเวลาในวันทำงานปกติจำนวน 254,160 บาท ค่าทำงานเกินเวลาในวันหยุดจำนวน24,480 บาท ค่าจ้างค้าง 4,675 บาท และคืนเงินประกัน10,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2จำเลยทั้งสองสำนวนให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติจำนวน 125,280 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน95,520 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และคืนเงินประกัน 4,000 บาทแก่โจทก์ที่ 2 คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าในช่วงเวลาการทำงานใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมงโจทก์ทั้งสองจะใช้เวลาในการขับรถ 10 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนเวลาที่เหลือต้องอยู่ในห้องพักภายในโรงแรมที่จำเลยจัดให้ แต่โจทก์ทั้งสองยังต้องรับผิดชอบดูแลรถยนต์ที่ตนขับ เพราะหากรถยนต์หรือทรัพย์สินภายในรถยนต์สูญหาย โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชอบและจำเลยสามารถที่จะเรียกโจทก์ทั้งสองได้ตลอดเวลาที่มาลงเวลาทำงาน ดังนั้นตลอดเวลา24 ชั่วโมง ที่โจทก์ทั้งสองลงเวลาทำงานเป็นเวลาทำงานซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกัน เพราะโจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า หากรถยนต์ที่ขับเสียหายหรือทรัพย์สินในรถสูญหาย พนักงานขับรถที่ดูแลหรือครอบครองในช่วงเวลาดังกล่าวต้องรับผิดชอบ

มิได้หมายความไปถึงว่าขณะที่พนักงานขับรถไม่ได้ขับรถและรออยู่ในห้องพักจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถหรือทรัพย์สินในรถด้วย จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ขัดหรือแย้งกับข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกัน เป็นการไม่ชอบนั้น ปรากฏว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่10 มิถุนายน 2540 นอกจากคำรับของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเกี่ยวกับความรับผิดชอบหากรถที่ขับเสียหายหรือทรัพย์สินในรถสูญหายพนักงานขับรถที่ดูแลหรือครอบครองในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของโจทก์ทั้งสองและจำเลยต่อไปว่า หากไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวสูญหายหรือเสียหายขณะอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานขับรถคนใด

พนักงานขับรถทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดอีกด้วย และที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ที่เคยเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ 9205/2539 ของศาลแรงงานกลาง ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 มาวินิจฉัยก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยรับกัน เพราะโจทก์ทั้งสองและจำเลยรับกันแต่เพียงว่าโจทก์ที่ 1 เคยเบิกความไว้แล้วในคดีหมายเลขดำที่ 9205/2539 แต่ไม่ได้รับกันว่าข้อเท็จจริงจะเป็นดังที่โจทก์ที่ 1 เบิกความไว้หรือไม่ จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงขัดหรือแย้งกับข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกัน เป็นการไม่ชอบด้วยนั้น ก็ปรากฏว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ 1ในคดีหมายเลขดำที่ 9205/2539 ของศาลแรงงานกลางเอกสารหมาย

จ.ล.2 เป็นเอกสารที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างอ้างส่งต่อศาลเป็นพยานในคดีนี้ร่วมกัน ฉะนั้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงแต่เพียงบางส่วนขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคำรับของคู่ความจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า ตามประเด็นข้อพิพาท ข้อ 1และข้อ 3 ว่าโจทก์ทั้งสองทำงานล่วงเวลาในวันทำการและวันหยุดวันใด และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในค่าล่วงเวลาตามฟ้องหรือไม่

เพียงใด แต่ศาลแรงงานกลางกลับพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติแก่โจทก์ทั้งสอง เป็นการพิพากษาไม่ตรงกับประเด็นข้อพิพาทเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าแม้ว่าการทำงานล่วงเวลากับการทำงานเกินเวลาทำงานปกติจะมีความหมายที่แตกต่างกันแต่ต่างก็เนื่องมาจากการที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างนอกเวลาทำงานปกตินั่นเองจะแตกต่างกันเพียงแต่ค่าตอบแทนว่าหากเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาก็จะมีอัตราเท่าครึ่งในวันธรรมดา หรือสามเท่าในวันหยุด แล้วแต่กรณีแต่ถ้าการที่ลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติโดยนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมายนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าทำงานที่ลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างตามเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกตินั้น เมื่อคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสองทำงานเกินเวลาทำงานปกติแล้วศาลแรงงานกลางย่อมพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานที่โจทก์ทั้งสองทำงานเกินเวลาทำงานปกติแก่โจทก์ทั้งสองได้หาใช่เป็นการพิพากษาที่ไม่ตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีดังที่จำเลยอ้างไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม หุตางกูร · พรชัย สมรรถเวช · สมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9139/2553

กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามขอซึ่งน้อยกว่าสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แม้ตามกฎหมายแรงงานในส่วนที่เกี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2552 (เลขอ้างอิง 503142)

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 24 และที่ 36 อุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ที่ 13 ถึงที่ 24 และที่ 36 ครบถ้วนแล้วโดยพิจาร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2549

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6839/2544

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยก็มีสิทธิยก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390/2543

จำเลยให้การว่าจำเลยจ้างโจทก์โดยมีการทดลองงานและจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน การที่ศาลแรงงาน พิเคราะห์เอกสารสัญญาจ้าง และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็เพื่อวินิจฉัยตามคำท้าว่า จำเลยจ้าง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้