Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4212/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน 84 แปลง ซึ่งไม่มีที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวรวมอยู่ด้วย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่ดินที่พิพาทกันในคดีก่อน เป็นเพียงที่ดินที่จำเลยที่ 1 เสนอขายให้แก่โจทก์รวมไปกับที่ดิน 84 แปลง เพื่อระงับข้อพิพาทในคดีก่อนด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น โดยตกลงกันว่าหากโจทก์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 บังคับคดีตามฟ้อง เมื่อโจทก์ผิดนัด จำเลยที่ 1 ก็บังคับคดีได้เพียงที่ดิน 84 แปลง ตามฟ้องในคดีก่อน ไม่อาจบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ได้ เพราะมิใช่ส่วนหนึ่งของฟ้องในคดีก่อน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ที่ขอให้ขับไล่โจทก์จึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ อันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อ้างว่าทำเพื่ออำพรางการกู้เงินโดยมีที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายสมบูรณ์ โจทก์ขายที่ดินโดยสมัครใจ และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามฟ้องเดิม จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน หากผลคดีเป็นไปตามข้ออ้างของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามสัญญาซื้อขายที่ดินตกลงซื้อขายในราคา 145,000,000 บาท จึงถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในที่ดินแปลงนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ซื้อขายกัน มิใช่ราคาประเมิน 18,400,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำขอของแต่ละฝ่ายเช่นเดียวกันกับคำขอในศาลชั้นต้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะขอถอนอุทธรณ์ และศาลมีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) ก ท้าย ป.วิ.พ. เป็นเงิน 295,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว โจทก์มิได้ฎีกา ปัญหากรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3689 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินได้หรือไม่ คดีของจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตาม ตาราง 1 (2) ก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคสอง เป็นเงิน 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ชำระมา 295,000 บาท เกินมา 294,800 บาท จึงคืนให้แก่จำเลยที่ 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 พร้อมด้วยหนังสือมอบอำนาจและเอกสารประกอบการโอนลอยคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองรับชำระหนี้จากโจทก์ 297,878,333 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 โฉนดที่ดินเลขที่ 3689 และโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวโดยให้โจทก์ออกค่าใช้จ่าย และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเดือนละ 650,000 บาท แก่จำเลยทั้งสองนับแต่วันที่ฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 แก่จำเลยที่ 1 หากไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ด้วย ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง 50,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางมณฑายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาและสามีกัน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 จำเลยที่ 1 มอบแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงิน 370,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ให้นางสาวอุราวัลย์ หลานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 แทนโจทก์ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 18 กันยายน 2551 โจทก์นำเงินบางส่วนตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1410/2548 ที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในวันเดียวกันนั้น หลังจากโจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวแล้วโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์มอบหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจพร้อมสำเนาเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนโอนที่ดินและต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 386/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินรวม 84 แปลง ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์

โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่า การซื้อขายที่ดินตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงิน จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีดังกล่าว โดยโจทก์ยินยอมซื้อที่ดินตามฟ้อง 84 แปลง และที่ดินแปลงอื่นประกอบด้วยที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 40580, 92482, 92484 ห้องชุดเลขที่ 149/233 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 52242 และที่ดินที่พิพาทกันในคดีนี้ 2 แปลง คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 กับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 จากจำเลยที่ 1 ในราคา 600,000,000 บาท โดยต้องชำระเงินภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุในสัญญา หากโจทก์ผิดนัดให้ถือว่าโจทก์ยอมแพ้คดีตามฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอให้ศาลบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้องทุกประการตามกฎหมาย

คดีในส่วนของโจทก์ในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ แต่ต่อมาได้ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต คดีในส่วนของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง สำหรับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16912 จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12677 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงเหลือปัญหาจะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เฉพาะคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่

เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลย ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดิน 84 แปลง ซึ่งไม่มีที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวรวมอยู่ด้วย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาสามีกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 มิใช่ที่ดินพิพาทกันในคดีดังกล่าว เป็นเพียงที่ดินที่จำเลยที่ 1 เสนอขายให้แก่โจทก์รวมไปกับที่ดิน 84 แปลง ที่พิพาทกันเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทในคดีด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อโจทก์ผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยที่ 1 ก็บังคับคดีได้เพียงที่ดินพิพาท 84 แปลง ตามฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 218/2556 ไม่อาจบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ได้ เพราะมิใช่ส่วนหนึ่งของฟ้องในคดีดังกล่าว ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ที่ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจึงไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ อันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และโจทก์มิได้ให้การต่อสู้คดีว่า มิได้อยู่ในที่ดินหรือมีสิทธิอยู่ในที่ดินอย่างไร จึงต้องฟังว่า โจทก์อยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิเป็นละเมิดต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ได้

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาล ตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเงิน 295,000 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าทำเพื่ออำพรางการกู้เงินโดยมีที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า เป็นการทำสัญญาซื้อขายที่สมบูรณ์

โจทก์ขายที่ดินให้โดยสมัครใจ และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดิน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามฟ้องเดิม จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินดังกล่าวว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน หากผลของคดีเป็นไปตามข้ออ้างของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว คดีในส่วนนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินตกลงซื้อขายในราคาเป็นเงิน 145,000,000 บาท จึงถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในที่ดินแปลงนี้เท่ากับจำนวนเงินที่ตกลงซื้อขายกัน มิใช่ราคาประเมิน 18,400,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง

เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำขอของแต่ละฝ่ายเช่นเดียวกันกับคำขอในศาลชั้นต้น ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น แม้ต่อมาโจทก์จะขอถอนอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ก็ไม่ทำให้ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเงิน 295,000 บาท ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว โจทก์มิได้ฎีกาต่อมา ปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ คงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และจำเลยที่ 2 จะขอให้บังคับโจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินได้หรือไม่ คดีของจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามตาราง 1 (2) (ก) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคสอง เป็นเงิน 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ชำระมาเป็นเงิน 295,000 บาท เกินมา 294,800 บาท จึงคืนให้แก่จำเลยที่ 2

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3689 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 294,800 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกนั้นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยเจริญ ดุษฎีพร · เผด็จ ชมพานิชย์ · อนุสรณ์ ศรีเมนต์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายวิเชษฐ อุ่นอำนวยสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสอนชัย สิราริยกุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.208/2564
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้