Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดและผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้เช่าจำต้องออกไปจากที่เช่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกต่อกันแล้วผู้เช่าไม่ยอมออกไปจากที่เช่า ผู้ให้เช่าชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเนื่องจากผู้เช่ากระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิผู้ให้เช่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 สิทธิของผู้ให้เช่าที่จะขับไล่ให้ผู้เช่าออกจากที่เช่าต้องกระทำโดยทางศาลให้ศาลเป็นผู้บังคับ ผู้ให้เช่าหามีสิทธิที่จะทำการบุกรุกเข้าไปปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของผู้เช่าเข้าไปภายในอาคารไม่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปในอาคารของโจทก์แล้วทำการปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารจึงเป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากอาคารโรงงานเลขที่ 53/2 หมู่ 5 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และส่งมอบอาคารโรงงาน รวมทั้งเครื่องจักรกล และทรัพย์สินทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราวันละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบอาคารโรงงานและทรัพย์สินคืนให้โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายออกไปจากอาคารโรงงานเลขที่ 53/2 หมู่ 5 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี ของโจทก์ และส่งมอบอาคารโรงงานพร้อมเครื่องจักรและทรัพย์สินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบอาคารโรงงานและทรัพย์สินทั้งหมดคืนโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40294 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายไชยวัฒน์แล้วจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาให้โจทก์เช่าช่วงคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสองจงใจทำละเมิดต่อโจทก์โดยบุกรุกเข้าไปครอบครองอาคารโรงงานซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และทำการปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงาน จำเลยทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิดและบุกรุกอันเป็นการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์แต่อย่างใด การอาศัยอยู่บนที่ดินและอาคารของจำเลยทั้งสองเป็นการอาศัยอยู่ตามสิทธิการเช่าที่ดินต่อนายไชยวัฒน์เจ้าของที่ดินและอาคาร เป็นการอาศัยอยู่บนพื้นฐานที่ชอบด้วยกฎหมายและสิทธิการเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยทั้งสองก็ยังไม่หมดอายุการเช่า

ฉะนั้น การกระทำใด ๆ ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และไม่เป็นการบุกรุกหรือละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธเรื่องปิดประตูใส่กุญแจ ห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงานคำให้การของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่เป็นการยอมรับว่าจำเลยทั้งสองปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้ผู้จัดการโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงาน ปัญหาว่าการที่จำเลยทั้งสองปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงานเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการกระทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า

โจทก์คงมีสิทธิอาศัยโดยการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลากับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1403 เท่านั้น เนื่องจากสิทธิอาศัยดังกล่าวมีสัญญาเช่าเป็นหลักฐาน มิได้มีสิทธิเหนือพื้นดินกับนายไชยวัฒน์เจ้าของที่ดินแต่อย่างใด เนื่องจากการใช้ประโยชน์ในอาคารที่พิพาทของโจทก์ โจทก์ได้ใช้และอาศัยด้วยการเช่าและมีสัญญาเช่าต่อกันกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เองก็มีสัญญาเช่าที่ดินไว้ก่อนกับนายไชยวัฒน์ เมื่อนายไชยวัฒน์นำที่ดินมาให้กับจำเลยที่ 1 เช่า และจำเลยที่ 1 ก็นำไปให้โจทก์เช่าช่วงต่อไปอีกทีหนึ่ง สิทธิดังกล่าวจึงเป็นสิทธิอาศัยเท่านั้น และสิทธิอาศัยดังกล่าวของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีระยะเวลาการเช่าต่อกันไว้

เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะต่อสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป สิทธิอาศัยดังกล่าวของโจทก์จึงหมดไป และระงับไปด้วยสัญญาเช่าดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กระทำตามคำสั่งของนายไชยวัฒน์เจ้าของที่ดินจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์เองก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ให้จำเลยที่ 1 และบริวารให้ออกไปจากที่ดินและอาคารที่พิพาทได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิอาศัยตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาเช่าที่ดินจากนายไชยวัฒน์ที่ยังไม่หมดระยะเวลาการเช่า ไม่เหมือนเช่นโจทก์ที่สิ้นสุดระยะเวลาการเช่าไปจากจำเลยที่ 1 แล้วก่อนถึงวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เสียอีกนั้น เห็นว่า สิทธิการเช่าระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่า

เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้เช่าจำต้องออกไปจากที่เช่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกต่อกัน แล้วผู้เช่าไม่ยอมออกไปจากที่เช่า ผู้ให้เช่าชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเนื่องจากผู้เช่ากระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิผู้ให้เช่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 สิทธิของผู้ให้เช่าที่จะขับไล่ให้ผู้เช่าออกจากที่เช่าต้องกระทำโดยทางศาล ให้ศาลเป็นผู้บังคับ ผู้ให้เช่าหามีสิทธิที่จะทำการบุกรุกเข้าไปปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของผู้เช่าเข้าไปภายในอาคารไม่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปในอาคารของโจทก์แล้วทำการปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารจึงเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 อันเป็นการผิดกฎหมาย ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องหากปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้ว

จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องขับไล่ให้โจทก์ออกไปจากอาคารพร้อมทั้งเรียกร้องค่าเสียหาย ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ใช้สิทธิดังกล่าว โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาเช่าต่อไป สิทธิของโจทก์จึงดีกว่าสิทธิของจำเลยที่ 1 คำพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ · ศิริชัย จิระบุญศรี · ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้