Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจะแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคลก็ตาม แต่กรณีที่นิติบุคคลมีผู้แทนหลายคน การดำเนินกิจการของนิติบุคคลกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากตาม ป.พ.พ. มาตรา 71 และปรากฏตามหนังสือรับรองว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการซึ่งมีอำนาจจัดการบริษัทโดยการกระทำให้มีผลผูกพันบริษัท ต้องมีกรรมการสองในห้าคนนี้ลงชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัท และในบรรดากรรมการดังกล่าวมีเพียงจำเลยที่ 4 ที่รู้ข้อเท็จจริงว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นของโจทก์ แต่จำเลยที่ 4 กลับปกปิดไว้โดยอ้างว่าเครื่องหมายการค้านี้เป็นของตนมาแต่แรก จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งต่อมาได้เป็นกรรมการบริษัทร่วมกับจำเลยที่ 4 ไม่รู้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นของโจทก์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 4 กรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งโดยลำพังไม่มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ทราบว่าเครื่องหมายการค้าเป็นของโจทก์ ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าขาดเจตนาอันจะเป็นมูลความผิดทางอาญาฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าและจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273, 91 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง แต่จำเลยที่ 4 และที่ 6 หลบหนี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ออกหมายจับ และสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 6 ชั่วคราว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 273 กระทงหนึ่ง และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 อีกกระทงหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกฐานปลอมเครื่องหมายการค้าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 400,000 บาท กระทงหลังฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ปรับ 400,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้ปรับจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 800,000 บาท

ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์กล่าวหาจำเลยทั้งหกร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้า (RELY) ของโจทก์ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีเจตนากระทำผิด แต่โจทก์คงนำสืบเพียงว่าจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ไปใช้โดยไม่มีสิทธิเท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าในการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นมานั้น

มีการทำสัญญาร่วมทุนตั้งบริษัทกันระหว่างจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ 4 อีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีข้อตกลงตามหนังสือสัญญาร่วมทุนตั้งบริษัท ข้อ 5 ซึ่งระบุว่า "ในการตกลงดำเนินการตามสัญญานี้ คู่สัญญาฝ่ายที่ 2 (จำเลยที่ 4) ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดมังคลาและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารีไล (RELY) จะทำการส่งมอบสินค้าที่มีอยู่ทั้งหมด วัตถุดิบทั้งหมดที่มีอยู่ให้กับบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ (คือบริษัทจำเลยที่ 1) เมื่อบริษัทที่ได้จัดตั้งขึ้นใหม่ได้ทำการจดทะเบียนและหาสถานที่ในการดำเนินการเสร็จแล้ว พร้อมทั้งจะโอนเครื่องหมายการค้ารีไล (RELY) ให้กับบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ใช้"เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 4 ได้แสดงออกต่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ผู้เข้าร่วมทุนจัดตั้งบริษัทกับจำเลยที่ 4 ว่า

จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว และจะนำมาร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นมาผลิตสินค้าจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้านี้ ซึ่งแม้โดยข้อเท็จจริงแล้วจำเลยที่ 4 มิได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดมังคลาซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนที่โจทก์และจำเลยที่ 4 ร่วมเข้าหุ้นกันจัดตั้งขึ้นมา และโจทก์ก็เบิกความรับว่า โจทก์มิได้เข้าไปดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัดมังคลาคงมอบหมายให้จำเลยที่ 4 ดูแลบริหารกิจการเพียงผู้เดียว ทั้งโจทก์ยังยอมรับว่าได้อนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดมังคลาโดยจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว และจำเลยที่ 4 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดมังคลาก็ได้ผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์นำออกจำหน่ายตลอดมา

ดังนั้น แม้การที่โจทก์อนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดมังคลาใช้เครื่องหมายการค้าตลอดมานั้นจะมิได้มีการจดทะเบียนการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้ากันไว้โดยชอบดังเช่นที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวก็ย่อมเป็นเหตุทำให้บุคคลทั่วไปรวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านี้ทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ก็เบิกความต้องกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้มาชักชวนให้ร่วมลงทุนตั้งบริษัทผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้า (RELY) ที่จำเลยที่ 4 ดำเนินกิจการอยู่ แต่เนื่องจากขาดเงินทุนประกอบกิจการต่อไปจึงชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ก็เบิกความว่า

พยานได้ร่วมเจรจาในการทำข้อตกลงร่วมทุนก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ร่างสัญญาร่วมทุนตั้งบริษัท พยานได้สอบถามจำเลยที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 4 ยืนยันว่าเครื่องหมายการค้า (RELY) เป็นของจำเลยที่ 4 ต่อมาเมื่อเกิดเหตุคดีนี้พยานได้สอบถามจำเลยที่ 4 ว่าทำไมเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จำเลยที่ 4 บอกว่าจะเป็นผู้ไปเจรจากับโจทก์เองนอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อีกว่าหลังจากทราบว่าเครื่องหมายการค้า (RELY) เป็นของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปใช้เครื่องหมายการค้า WATSAN และ CANWIN แทน เช่นนี้ พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่รู้โดยสุจริตว่า

เครื่องหมายการค้า (RELY) ที่จำเลยที่ 4 นำมาร่วมลงทุนก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้น แม้ความประสงค์ของจำเลยที่ 1 จะแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคลก็ตาม แต่ในกรณีที่นิติบุคคลมีผู้แทนหลายคน การดำเนินกิจการของนิติบุคคลกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71 และปรากฏตามหนังสือรับรองว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการ ซึ่งมีอำนาจจัดการบริษัทโดยการกระทำให้มีผลผูกพันบริษัทต้องมีกรรมการสองในห้าคนนี้ลงชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัทและในบรรดากรรมการดังกล่าวมีเพียงจำเลยที่ 4 ที่รู้ข้อเท็จจริงว่าเครื่องหมายการค้า (RELY) เป็นของโจทก์ แต่จำเลยที่ 4 กลับปกปิดไว้โดยอ้างว่าเครื่องหมายการค้านี้เป็นของตนมาแต่แรกตั้งแต่ที่จำเลยที่ 4 ทำสัญญาร่วมทุนก่อตั้งบริษัทกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าวข้างต้น จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งต่อมาได้เป็นกรรมการบริษัทร่วมกับจำเลยที่ 4 ไม่รู้ว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นของโจทก์

ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ผลิตสินค้าใช้เครื่องหมายการค้า (RELY) นั้น ก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาร่วมทุนตั้งบริษัท ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ว่าจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านี้เอง และต่อมาเมื่อทราบว่าเครื่องหมายการค้านี้เป็นของโจทก์จำเลยที่ 1 ก็เปลี่ยนไปใช้เครื่องหมายการค้าอื่นแทน แสดงให้เห็นว่าการที่บริษัทจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้า (RELY) ของโจทก์นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเข้าทำสัญญาร่วมทุนกับจำเลยที่ 4 ก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ขึ้นมาเพื่อผลิตสินค้าจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้า (RELY) และต่อมาจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เข้ามาเป็นกรรมการส่วนใหญ่สี่ในห้าคนของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยเข้าใจผิดว่าเครื่องหมายการค้านี้เป็นของจำเลยที่ 4 ตามที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้าง

ดังนี้ การที่จำเลยที่ 4 กรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งโดยลำพังไม่มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ทราบว่าเครื่องหมายการค้าเป็นของโจทก์ ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าขาดเจตนาอันจะเป็นมูลความผิดทางอาญาฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าและจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย แต่ไม่เห็นด้วยที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้