Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่1โดยมีจำเลยที่2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่1ซึ่งต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างโดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1070,1077(2),1080ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่1เด็ดขาดคดีถึงที่สุดจำเลยที่2ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่1ต่อโจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงว่าตนมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2527

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 18 มกราคม2527 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 646,066.66 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 477,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เดือนละไม่น้อยกว่า 10,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2527 และงวดต่อ ๆ ไป ภายในวันที่10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบจำนวนหนี้ หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทุกงวด จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และจำเลยทั้งสองยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งคืนให้โจทก์พร้อมกับการชำระหนี้ในงวดแรก

นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและติดตามทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดจะพึงยึดมาชำระหนี้ได้นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังมีพฤติการณ์ประวิงการชำระหนี้ โดยปิดสถานที่ประกอบกิจการค้าและย้ายไปจากเคหสถานที่เคยอยู่อาศัยเพราะจะจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว หนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามคำพิพากษารวมต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,271,289.44 บาทซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลายจำเลยทั้งสองให้การว่า

จำเลยมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความไม่ได้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 จำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะชำระเงินให้โจทก์ 646,066.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 477,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เดือนละไม่น้อยกว่า10,000 บาท

เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2527และงวดต่อไปภายในวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทุกงวด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และจำเลยทั้งสองยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งคืนให้โจทก์พร้อมกับการชำระหนี้งวดแรก หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาตามยอม และหมายบังคับคดีเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน625,222.84 บาท เมื่อรวมกับต้นเงินแล้วเป็นเงิน 1,271,289.44 บาทและจำเลยที่ 1 ปิดสถานที่ประกอบกิจการค้าขาย

จำเลยที่ 1เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์นำสืบเรื่องทรัพย์สินของจำเลยที่ 2ยังคลุมเครือ จำเลยที่ 2 มีรายได้จากเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาทสามารถผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ได้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในมรดกของภรรยาจำเลยที่ 2 จากที่ดินตามภาพถ่ายโฉนดท้ายฎีกาจำเลยที่ 2 จึงยังมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1070, 1077(2), 1080 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด

คดีถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้เถียงว่าตนเองมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์มีจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และจำเลยที่ 2เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งกรณีไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2ล้มละลาย คดีย่อมมีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2เด็ดขาดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จิระ บุญพจนสุนทร · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · สมิทธิ์ วราอุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้