Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4193/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2523ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2523 จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แล้ว ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในใบถอนเงินฝากประจำทำการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ แล้วโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 3 อันเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับและเป็นการยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียเงินฝากประจำขาดดอกเบี้ยที่จะได้รับ และต้องเสียชื่อเสียงในการดำเนินกิจการ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วจึงไม่เคลือบคลุมกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์โดยมิได้ลงวันถอนมอบให้จำเลยที่1ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่3เมื่อจำเลยที่งวันเดือนปีในใบถอนเงินแล้วใช้หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์โอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้ แม้จะกระทำภายหลังที่โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอยกเลิกลายเซ็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วก็ตามถือได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือสมัครใจให้ทำเช่นนั้น จึงไม่เป็นการทำละเมิด โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้ำประกันหนี้ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์มอบให้จำเลยที่ 1ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ จึงไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี พ.ศ. 2518 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ ป.8296 ไว้กับจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2523 ได้เปลี่ยนเป็นบัญชีเลขที่ป.14243 โจทก์นำเงินเข้าฝากในบัญชีดังกล่าวเป็นระยะ ๆ จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2523โจทก์มีเงินฝากประจำกับจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม เป็นเงิน 31,247,056.16 บาท ตกลงฝากประจำมีกำหนด 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปี ระหว่างปี พ.ศ. 2518 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2523 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับแต่งตั้งให้ร่วมกันเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำกิจการต่าง ๆ แทนโจทก์ได้ ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าววันเวลาใดไม่ปรากฏขัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันทำให้เสียหายทำลาย

เปลี่ยนแปลง ตัดทอน ปลอมเอกสาร ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของโจทก์ เพื่อให้โจทก์ ผู้เป็นหุ้นส่วนและผู้ถือหุ้นของโจทก์ขาดประโยชน์อันควรได้จากทรัพย์สินข้างต้น กล่าวคือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบธุรกิจทำไร่อ้อยและจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม ตามบัญชีเลขที่ 920 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยทุจริตโดยปราศจากอำนาจ อาศัยตำแหน่งผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของโจทก์ในใบถอนเงิน มอบให้ผู้จัดการจำเลยที่ 1 สาขานครปฐมเพื่อให้มีอำนาจกรอกข้อความโอนเงินฝากประจำของโจทก์ ตามบัญชีเลขที่ ป.14243 ไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 920 ของจำเลยที่ 3 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2523 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2523 จำเลยร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์กล่าวคือ

จำเลยรู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำกิจการแทนโจทก์ แต่บังอาจร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของโจทก์ในใบถอนเงินถอนเงินฝากประจำของโจทก์บัญชีเลขที่ ป.14243จำนวนเงิน 31,247,056.16 บาท แล้วโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่920 ของจำเลยที่ 3 โดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พ้นตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตั้งแต่วันที่21 สิงหาคม 2523 การโอนเงินดังกล่าวผู้จัดการสาขาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในฐษนะผู้มีอาชีพหรือประกอบธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์จะพึงกระทำ

การที่จำเลยร่วมกันทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับเป็นการยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ด้วย โจทก์ได้รับความเสียหายดังนี้ ต้องสูญเสียเงินจำนวน 31,247,056.16 บาท ที่ฝากประจำไว้ ขาดดอกเบี้ยที่ได้รบจากเงินฝากประจำดังกล่าวตั้งแต่วันฝากในแต่ละยอดเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับเงินฝากประจำคืน คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,358,611.53 บาท และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงในการดำเนินกิจการ เพราะาจถูกสำนักงานประกันภัยกระทรวงพาณิชย์ เข้าควบคุมกิจการดำเนินงานหรือสั่งให้หยุดดำเนินงานได้ เนื่องจากโจทก์ดำเนินกิจการประกันภัยอันเป็นกิจการที่ต้องได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนทำให้โจทก์ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนและสำนักงานประกันภัย

ทำให้รายได้จากกิจการของโจทก์ตกต่ำไป และจำนวนเงินดังกล่าว โจทก์ยังสามารถหารายได้ด้วยการนำไปฝากประจำไว้กับแหล่งเงินทุนอื่น หรือหมุนหาประโยชน์ได้คิดเป็นเงินจำนวนมากจึงขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 60 ล้านบาท ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามฟ้องรวมเป็นเงิน 99,605,667.69 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า นายสมชาย ชวาลตันพิพัทธ์ และนายสมพงษ์ รัชวาลตันพิพัทธ์ จะมีอำนาจดำเนินกิจการแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบและไม่รับรอง แม้คนทั้งสองดังกล่าวจะเป็นกรรมการของโจทก์ก็เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

จำเลยที่ 1 หรือผู้จัดการจำเลยที่ 1สาขานครปฐม มิได้กระทำผิดหน้าที่ของธนาคารโดยทุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์จะพึงกระทำ และมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำเอกสารปลอม หรือร่วมกันยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ ทำความเสียหายให้แก่โจทก์ดังที่กล่าวอ้างในฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 1 หรือผู้จัดการจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม ในการถอนเงินฝากประจำจำนวน 31,247,056.16 บาทเป็นการกระทำที่สุจริต ได้ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ธรรมเนียมประเพณีของธนาคารพาณิชย์ และเป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงและความประสงค์ของโจทก์ที่ให้ถอนเงินดังกล่าวเอาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์

ได้ตลอดมาอยู่แล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจของจำเลยที่ 2 และที่ 3จริงก็เป็นความบกพร่องและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ที่ไม่แจ้งให้จำเลยที่ 1หรือผู้จัดการจำเลยที่ 1 สาขานครปฐมทราบทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลง มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริตหลายประากรที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปิดบังขอความจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงอันควรที่จะต้องให้จำเลยที่ 1 ทราบทันที กลับปล่อยปละละเลยให้เวลาล่วงพ้นมา และในระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ยังยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 2ร่วมกันมีอำนาจกระทำแทนโจทก์ได้ตลอดเวลา ฉะนั้นหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน ปลอมเอกสารอันเป็นหลักประกันของโจทก์จริง

ก็ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ลงในใบถอนเงินฝากประจำตามบัญชีเลขที่ ป.8296 และเลขที่ ป.14243 โดยชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของโจทก์และต้องตามความประสงค์ของโจทก์ซึ่งได้ทำไว้กับจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินฝากประจำตลอดจนค่าเสียหายตามฟ้อง และฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยทั้งสองเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ แต่อำนาจดังกล่าวได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2523 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทราบก่อนที่จะมีเหตุอันเป็นมูลพิพาทในคดีนี้ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2523 จำเลยทั้งสองมิได้ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ขอถอนเงินจำนวน 31,247,056.16 บาท

จากบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ ป. 14243 ของโจทก์ เพื่อเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 920 ของจำเลยที่ 3 การถอนและโอนเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 โดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม ได้ปลอมเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองและประทับตราสำคัญของโจทก์ แต่ยังมิได้กรอกข้อความ ซึ่งมอบให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 1 ไว้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจของโจทก์มิได้มอบให้ไว้เพื่อถอนเงินและโอนเงินไปเข้าบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 920 ของจำเลยที่ 3 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 31,247,056.16 บาแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี โดยคิดคำนวณตามวิธีการและธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารนับแต่วันฝากในแต่ละยอดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำนวนหนึ่งแต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกินจำนวน 2,358,611.53 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวนเงินยี่สิบสามล้านบาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จอีกจำนวนหนึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 8 ล้านบาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินจำนวนนี้เสร็จ กับให้จำเลยบที่ 1 ชำระให้โจทก์อีกปีละ 4 ล้านบาททุก ๆ หนึ่งปี พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่จะต้องชำระเงินแต่ละยอดจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2523 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2523 จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจยกระทำการแทนโจทก์แล้ว ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในใบถอนเงินฝากประจำทำการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ แล้วโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 3 อันเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ และเป็นการยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียเงินฝากประจำ ขาดดอกเบี้ยที่จะไ้ดรับจากเงินฝากประจำ และต้องเสียชื่อเสียงในการดำเนินกิจการ ขอให้จำเลยร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว

ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมประเด็นข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 อาศัยตำแหน่งผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ในใบถอนเงินฝากของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 สาขานครปฐมตามบัญชีเลขที่ ป.14243 มอบไว้แก่ผู้จัดการจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม เพื่อให้มีอำนาจกรอกข้อความโอนเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 920 ของจำเลยที่ 3 อันเป็นการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับนายชัยยะ จูฑะพุทธิ ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในการดำเนินคดีนี้เบิกความว่าจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม รายงานสำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ขออนุมัติทำสัญญาขายลดเช็คกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 อนุมัติให้ทำได้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้จำเลยที่ 3จัดให้โจทก์ทำใบถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำเลขที่

ป.8296 และ ป.14243 เท่าจำนวนเงินฝากที่มีอยู่ในบัญชี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในใบถอนเงินมอบให้จำเลยที่ 1 ไว้ตามข้อตกลงซึ่งกรรมการของโจทก์ทุกคนทราบ ทั้งกรรมการของโจทก์ทุกคนทำสัญญาค้ำประกันการขายลดเช็คของจำเลยที่ 3 ด้วย ตามเอกสารหลาย ล.396 ถึง ล.422 คำของนายชัยยะดังกล่าวมีนายสมนึกผู้จัดการจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม เบิกความสนับสนุน และนายสมนึกเบิกความด้วยว่าใบถอนเงินฝากประจำฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นฉบับพิพาท คือเอกสารหมายจ.133 (หรือ จ.39 ซึ่งเป็นสำเนา) ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.396, 398, 400, 402 และ404 ว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2522 นายสมชาย นางสาวนิภาพร นายสมศักดิ์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการ

ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และนายสุรพงษ์ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ตามลำดับ ทำสัญญาค้ำประกันการขายลดตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1รับซื้อจากจำเลยที่ 3 ภายในวงเงินไม่เกินจำนวนเงินในสมุดฝากประจำเลขที่ ป.8296และต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2523 นายสมชายกับพวกทั้งห้าดังกล่าวได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2522 ความว่านายสมชายกับพวกยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่ 3 ต่อจำเลยที่ 1สาขานครปฐม ภายในวงเงินไม่เกินจำนวนเงินในสมุดฝากประจำเลขที่ ป.8296 และ พ.14243 ตามเอกสารหมาย ล.397, 399, 401, 403 และ 405 ทั้งนายสมพงษ์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะนั้นอีกคนหนึ่งก็ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่ 3 ในวันที่ 12 มกราคม 2522และในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2523 พร้อมนายสมชายกับพวกด้วยตามเอกสารหมาย

ล.20และ ล.21 โดยมีข้อความทำนองเดียวกันข้อเท็จจริงเชื่อว่า กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ทุกคนรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.133 โดยมิได้ลงวันถอนมอบให้จำเลยที่ 1 สาขานครปฐม ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่ 3 ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 ลงวันเดือนปีในใบถอนเงินฉบับดังกล่าวแล้วใช้หักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ ป.14243 ของโจทก์ โอนไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 920 เพื่อชำระหนี้ อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เพราะถือได้ว่าโจทก์ยินยอมหรือสมัครใจให้ทำเช่นนั้น แม้จำเลยที่ 1จะได้กระทำภายหลังที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 สาขานครปฐม

ขอยกเลิกลายเซ็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมีอำนาจถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ก็ตาม และเมื่อโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้ำประกันหนี้ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ทำใบถอนเงินฝากประจำของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.133 มอบให้จำเลยที่ 1 สาขานครปฐม ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำนอกขอบวัตถุที่ประสงค์ของโจทก์ จึงไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 สาขานครปฐมไม่มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ ป.14243 ของโจทก์พิพากษาแก้ เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 31,247,056.16 บาทแก่โจทก์โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ ป.14243 ของโจทก์ เป็นทอด ๆ ตามรายการและรายละเอียดที่ปรากฏในบัญชีดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับยอดเงินที่ฝากครบ 5 ปี ตามเงื่อนไขในสมุดคู่ฝากเงินประจำด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อาจ ปัญญาดิลก · มาโนช เพียรสนอง · ดำรง สายเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้