Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4190/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และยึดได้ธนบัตรจากจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 3 และจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นธนบัตรที่จำเลยรับมาเพื่อใช้ในการหาซื้อกัญชา และใช้เป็นค่าขนย้ายกัญชาเป็นของกลางเมื่อจำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงต้องฟังว่าธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3ที่ 4 มิใช่เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิด หรือได้มาจากการกระทำผิด นั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากคำรับสารภาพของจำเลย ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ เป็นการสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 และมีผลทำให้คำขอของโจทก์ในคดีนี้ที่ให้ริบธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 สิ้นสภาพไป

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 น้ำหนัก 1035.77 กิโลกรัมไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยมิได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสี่ได้พร้อมด้วยกัญชาดังกล่าวซึ่งบรรทุกมาในรถยนต์บรรทุก 6 ล้อและตรวจค้นพบธนบัตรเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท จากจำเลยที่ 1 พบธนบัตรเป็นเงิน 10,700 บาทจากจำเลยที่ 3และพบธนบัตรเป็นเงิน 10,000 บาทจากจำเลยที่ 4 รวมเป็นเงิน 40,700 บาทซึ่งเป็นธนบัตรที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 รับมาจากพวกของจำเลยที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องเพื่อใช้ในการหาซื้อกัญชาและใช้เป็นค่าขนย้ายกัญชา ยึดเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,26, 76, 102 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522)

เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522ลงวันที่ 17 กันยายน 2522 ข้อ 4(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และขอให้ริบของกลางจำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้การรับสารภาพว่ากระทำผิดจริงตามฟ้องส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน คดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 โจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยานศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 มีความผิดตามฟ้องลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 คนละ 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนดคนละ 4 ปีริบกัญชาของกลาง สำหรับธนบัตรที่ยึดได้จากจำเลยดังปรากฏในคำฟ้องได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่ายังไม่พอจะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้ในการกระทำผิดจึงไม่ริบและให้คืนเจ้าของโจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบธนบัตรของกลางศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 รับว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ย่อมหมายความว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 รับว่าธนบัตรของกลางได้มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องศาลจึงต้องริบตามกฎหมายพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกอีก 1 คน ร่วมกันมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 จำนวน 214 ก้อน (แท่ง) ไว้ในความครองเพื่อจำหน่ายและยึดได้ธนบัตรจำนวน 20,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ธนบัตรจำนวน 10,700 บาทจากจำเลยที่ 3 และธนบัตร 10,000 บาท จากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นธนบัตรที่จำเลยรับมาจากพวกเพื่อใช้ในการหาซื้อกัญชา และใช้เป็นค่าขนย้ายกัญชาเป็นของกลางจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้โต้เถียงว่า ธนบัตรของกลางที่ยึดได้นั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องฟังว่าธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นทรัพย์มีไว้เพื่อใช้ในการหาซื้อกัญชาและใช้เป็นค่าขนย้ายกัญชาตามฟ้องอันเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิใช่เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดหรือได้มาจากการกระทำผิด

นั้นเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากคำรับสารภาพของจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา จึงให้ริบธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3และที่ 4 ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่สำหรับธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 นั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การปฏิเสธเป็นคดีใหม่ภายใน 7 วัน เป็นการสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176และมีผลทำให้คำขอของโจทก์ในคดีนี้ที่ให้ริบธนบัตรของจำเลยที่ 1 สิ้นสภาพไปด้วยโจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งในคดีนี้ริบธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบธนบัตรของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 และที่ 4นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำนง นิยมวิภาต · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · เสียง ตรีวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้