Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4178/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรณีของจำเลยไม่อาจบังคับตามมาตรา 54 วรรคสอง และมาตรา 55 วรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 เพราะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมิได้มีคำเตือนให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขตามมาตรา 54 วรรคสอง แต่คณะกรรมการใช้อำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์แก่จำเลย ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง และได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยมีหน้าที่ชำระภาษีอากรและภาษีอากรเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 55 วรรคสาม แต่จำเลยมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469มาตรา 112 จัตวา ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์คิดเงินเพิ่มจากจำเลยเกินเงินภาษีอากร เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสี่นั้น จำเลยมิได้กล่าวอ้างความข้อนี้มาในคำให้การ ทั้งยังเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย เพราะศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยต้องชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวาหาใช่ต้องชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 55 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระอากรขาเข้าให้แก่โจทก์พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของยอดอากรขาเข้า โดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันตรวจปล่อย (ส่งมอบ) สินค้าขอให้พิพากษาบังคับจำเลยชำระเงิน ๒๑๔,๑๘๑.๐๗ บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของยอดเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บอากรขาเข้าและเงินเพิ่มจากจำเลยเพราะจำเลยได้รับงดเว้นในการเสียอากรขาเข้าสำหรับสินค้าตามฟ้อง โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยนำเงินไปชำระอากรขาเข้าและเงินเพิ่ม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยต้องชำระเงินอากรขาเข้าจำนวน๓๐๗,๕๒๔.๕๘ บาท ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่มจากจำเลยไม่ได้เพราะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้เตือนให้จำเลยแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนดเสียก่อน และเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ชำระแก่โจทก์เพียงพอที่จะหักชำระเงินอากรขาเข้าแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒๑๔,๑๘๑.๐๗ บาทแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๖ จำเลยได้นำสินค้าตามฟ้องเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งจะต้องเสียอากรขาเข้าให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๓๐๗,๕๒๔.๕๘ บาท โจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๑๗ โดยโจทก์ไม่ได้เรียกเก็บอากรขาเข้าจากจำเลย เนื่องจากจำเลยได้รับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ต่อมาวันที่ ๒๔มิถุนายน ๒๕๒๓ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแจ้งแก่โจทก์ว่าได้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ทั้งหมดของจำเลยแล้ว โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยนำเงินอากรขาเข้ามาชำระแก่โจทก์พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน นับแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๑๗ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยไม่ชำระ

ต่อมาวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๖ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ในฐานะผู้ค้ำประกันได้นำเงินจำนวน๔๗๐,๐๐๐ บาท มาชำระแก่โจทก์ โจทก์นำไปหักชำระเงินเพิ่มและเงินอากรขาเข้าแล้วแจ้งให้จำเลยชำระเงินอากรขาเข้าที่ยังขาดอยู่อีก ๑๗๒,๗๒๖.๘๓ บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของยอดเงินที่ค้างชำระคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๔๑,๔๕๔.๒๔ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๑๔,๑๘๑.๐๗ บาทโจทก์แจ้งให้จำเลยชำระแล้ว จำเลยไม่ชำระ

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาจำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ว่า มาตรา ๕๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสั่งให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุนเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขเสียก่อนก็ได้ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าการที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นมิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ ส่วนมาตรา ๕๕วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัตินี้ บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุนตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะให้ผู้ได้รับการส่งเสริมเสียเงินเพิ่มภาษีอากร...

นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง อีกด้วยก็ได้... แต่กรณีของจำเลยในคดีนี้ไม่อาจบังคับตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง และมาตรา ๕๕ วรรคสี่ ดังได้กล่าวมาแล้วได้ เพราะไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น มิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ จึงไม่ปรากฏว่ามีคำเตือนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขเสียก่อน คดีนี้ได้ความว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนใช้อำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ให้แก่จำเลยตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยมีหน้าชำระภาษีอากรและภาษีอากรเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๕ วรรคสาม แต่จำเลยมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙มาตรา ๑๑๒ จัตวา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์คิดเงินเพิ่มจากจำเลยเกินเงินภาษีอากร เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.๒๕๒๐ มาตรา ๕๕ วรรคสี่ นั้น จำเลยมิได้กล่าวอ้างความข้อนี้มาในคำให้การ ทั้งยังเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย เพราะศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒จัตวา หาใช่ต้องชำระเงินเพิ่มตามมาตรา ๕๕ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.๒๕๒๐ดังที่จำเลยฎีกาไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · เดชา สุวรรณโณ · ก้าน อันนานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสุริยะ เดชด่าน
ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สิงหลกะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้