Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4152/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินส.ค.1ที่โจทก์ซื้อมาจากล. เป็นคนละส่วนกับที่ดินที่กระทรวงการคลังซื้อจากข.เพื่อใช้ในราชการกรมตำรวจเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินจากล.แล้วโจทก์ได้เข้ายึดถือครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยเจตนายึดถือเพื่อตนโจทก์จึงได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1367

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินราชพัสดุซึ่งจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์อยู่ จำเลยที่ 3 รับราชการในตำแหน่งผู้กับการ 7กองบังคับการฝึกพิเศษ ตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 รับราชการในตำแหน่งราชพัสดุจังหวัดเพชรบุรี มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินราชพัสดุในเขตจังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ 5 เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงมหาดไทยและเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบางเก่า อำเภอชำอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อประโยชน์ในราชการของจำเลยที่ 5 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันมีสิทธิครอบครองร่วมกันในที่ดินมือเปล่า

ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบางเก่าอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 21 ไร่ 1 งาน 84 ตารางเมื่อปี 2528 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศตะวันตกรุกล้ำที่ดินราชพัสดุของจำเลยที่ 2 จึงไม่ยอมรับรองแนวเขตที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2และจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 5ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำหรับที่หลวงเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศตะวันตกเป็นเนื้อที่ 6 ไร่เศษ

ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองร่วมกันในที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลบางเก่าอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 21 ไร่ 1 งาน 84 ตารางวาห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้องและให้จำเลยทั้งห้ารับรองแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันตกตามแนวซึ่งโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองเพื่อโจทก์ทั้งสองจะได้ดำเนินการออกโฉนดในที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินต่อไป ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้าจำเลยทั้งห้าให้การว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน36 ตารางวา จำเลยที่ 2 และที่ 5 ซื้อมาจากนายขำ บางม่วงงาม ตั้งแต่ปี 2599 และเมื่อซื้อมาแล้วได้ใช้เพื่อประโยชน์ในราชการของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นหน่วยราชการแผ่นดินที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากนางลาภ

พรึ่งประเดชและนายหอม เดชอุดมในปี 2526 นั้น ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเมื่อนางลาภและนายหอม ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทการซื้อขายระหว่างโจทก์ทั้งสองและนางลาภกับนายหอมจึงไม่มีผลให้โจทก์ทั้งสองได้สิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่42 ตารางวา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.11 เป็นของโจทก์ทั้งสองห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้อง สำหรับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่42 ตารางวาตามแผนที่เอกสารหมาย จ.11 เป็นของโจทก์ทั้งสองห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเกี่ยวข้อง

สำหรับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2499จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินจากผู้มีสิทธิในที่ดินในท้องที่ตำบลบางเก่า อำเภอชำอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อใช้ในราชการของจำเลยที่ 5 จำนวน 28 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ที่ดินดังกล่าวมี ส.ค.1 จำนวน 27 แปลง และมีโฉนดที่ดิน 1 แปลงคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินได้มอบให้นายอำเภอชะอำนำ ส.ค.1ของที่ดินที่ซื้อจากผู้มีสิทธิในที่ดินแต่ละรายไปดำเนินการออกทะเบียนที่ดินตำบลหรือแบบหมายเลข 3 และจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 นายขำ บางม่วงงามเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินรายหนึ่งที่ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน ตามเอกสารหมายจ.25 และ

ล.11 และในปี 2526 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้ร่วมกันซื้อที่ดินในท้องที่ตำบลบางเก่า อำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรี จากนางลาภ พรึ่งประเดช ภริยานายหย่อนซึ่งเป็นบุตรของนางขำเนื้อที่ 16 ไร่ และซื้อจากนายหอม เดชอุดมเนื้อที่ 6 ไร่ 37 ตารางวา โดยที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกันที่ดินแปลง 16 ไร่ อยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินแปลง 6 ไร่ 37 ตารางวาตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 หลังจากซื้อที่ดินดังกล่าวแล้วโจทก์ที่ 2 สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์นิคมชะอำในปี 2527 ต่อมาปี2528 โจทก์ที่ 2 ขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยผ่านสหรณ์นิคมชะอำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยก่อนนอกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีมีหนังสือสอบถามไปยังนายอำเภอชะอำว่าที่ดินที่โจทก์ที่ 2 ขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่

นายอำเภอชำอำรายงานว่า ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์และโจทก์ที่ 2 มิได้นำรังวัดทับที่ดินของบุคคลอื่น แต่ควรสอบถามราชพัสดุจังหวัดเพชรบุรีและจำเลยที่ 5 ว่า ที่ดินที่โจทก์ที่ 2 นำรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินทับทีดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกันหรือไม่ และปี 2530 จำเลยที่ 5 ให้จัดตั้งกองกำกับการ 7กองบังคับการฝึกพิเศษ ตำรวจตะเวนชายแดนในที่ดินที่จำเลยที่ 2ซื้อมาดังกล่าว จึงมีการตรวจสอบที่ตั้งและอาณาเขตที่ดิน ขณะเดียวกันราชพัสดุจังหวัดเพชรบุรีได้ขอรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงสำหรับที่ดินที่จำเลยที่ 2 ซื้อมาดังกล่าวด้วยโจทก์ทั้งสองคัดค้านว่ารังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางลาภและนายหอมซึ่งส่วนที่รุกล้ำคือที่ดินพิพาทเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีประกาศแจกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ ตามแบบหมายเลข 3 ที่จำเลยที่ 2 ซื้อมาจากนายขำ ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 6 ไร่ 42 ตารางวาตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.11 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางลาภตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นคนละส่วนกับที่ดินที่จำเลยที่ 2 ซื้อจากนายขำในปี 2499 ตามเอกสารหมาย จ.25 และ ล.11เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากนางลาภแล้ว โจทก์ทั้งสองได้เข้ายึดถือครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยเจตนายึดถือเพื่อตน โจทก์ทั้งสองจึงได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · สุทธิ นิชโรจน์ · ยรรยง ปานุราช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1476/2561

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากพระภิกษุ ป. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่ที่ดินพิพาทกลับมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2561

ร. ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายกำหนด หาก ร. ทำผิดเงื่อนไข รัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2864/2559

ว. ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเป็นการเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขดังที่กฎหมายบัญญัติ หากกระทำผิดเง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2558

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2519 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจาก ค. และเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2525 ยังอยู่ภายในกำหนด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้