Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4144/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม ป.รัษฎากร ในหมวด 3 เรื่องภาษีเงินได้ในส่วน 1 ข้อความทั่วไปและส่วน 2 การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดเก็บ ภาษีเงินเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อได้รับเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39 เว้นแต่ไม่ถึงเกณฑ์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้น ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ ผู้มีเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้มาในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่นๆ ภายในเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 56 จากหลักเกณฑ์ตาม ป.รัษฎากรดังกล่าว ผู้มีเงินได้พึงประเมินจึงมีหน้าที่ต้องประเมินภาษีเงินได้โดยตนเองแล้วยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นหากจำเลยที่ 1 มีเงินได้พึงประเมินที่ถูกต้องแท้จริงเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ภาษีอากรภายในเดือนมีนาคมของแต่ละปีภาษีถัดไปตามที่ ป.รัษฎากร บัญญัติบังคับไว้ หาใช่หนี้ภาษีอากรจะถึงกำหนดในวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีภาษีอากรแต่อย่างใดไม่ ทั้งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้างซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักรโดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้และจำเลยที่ 1 ก็เป็นลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากรและอยู่ในความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 237 แล้ว จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อันมีราคาประเมิน 110,289,400 บาท ซึ่งมีค่ามากที่สุดในจำนวนทรัพย์สินที่อยู่ในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หานั้น ทำให้ทรัพย์สินที่อยู่ในนามของจำเลยที่ 1 น้อยลงไปอีก ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบและไม่ได้โต้แย้งในฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นที่พอนำมาชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระได้ครบถ้วน แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์สามารถติดตามยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ให้เพียงพอแก่การได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่ให้ครบถ้วน อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ภาษีอากรเสียเปรียบและเป็นการโอนให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาจึงต้องถูกเพิกถอนการโอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคแรก เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมยกให้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ให้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีกจึงไม่จำต้องส่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 237 ป.รัษฎากร มาตรา 12 ป.รัษฎากร มาตรา 39 ป.รัษฎากร มาตรา 56

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 187 และ 1956 ถึง 2035 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่จำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโอนที่ดินดังกล่าวกลับคืนเป็นของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 187 และ 1956 ถึง 2035 (ที่ถูกโฉนดเลขที่ 187 และ 1956 ถึง 2001 และ 2004 ถึง 2035) ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่จำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การและฎีกาว่า โจทก์โดยสรรพากรอำเภอเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรและกระทำการแทนโจทก์เป็นผู้แจ้งการประเมินภาษีตามคำสั่งของโจทก์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 มาเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ภาษีอากรตามคำสั่งของโจทก์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2536 โดยมิได้ยึดทรัพย์พิพาทกันในคดีนี้ ถือได้ว่าโจทก์ทราบการโอนที่ดินพิพาทตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2539 เกินกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล ผู้มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนโจทก์คืออธิบดีหรือรองอธิบดีผู้รักษาราชการแทน

การที่เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งการประเมินภาษีสำหรับจำเลยที่ 1 ในวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 เพื่อชำระภาษีตามคำสั่งของโจทก์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2536 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ตามกฎหมายเท่านั้นจะถือว่าโจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทไม่ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาว่า โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2536 อันเป็นวันที่สรรพากรอำเภอเมืองเชียงใหม่ทราบเรื่องการโอนที่ดินพิพาทและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่รายงานความเห็นไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 ซึ่งถือว่าโจทก์ทราบเป็นครั้งสุดท้าย แต่มีการฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2539 เกินกำหนด 1 ปี

คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องนอกคำให้การของจำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่เรื่องที่คู่ความยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่ เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ยังมิได้ถูกโจทก์หรือเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีจำนวนตามฟ้อง เพราะโจทก์หรือเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีตามฟ้องเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2536 หลังจากที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2536 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่เกิดในขณะที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทไปให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินในวันที่ 10 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลดภาษีเงินได้ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ยังฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางและอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

จนกระทั่งวันที่ 29 สิงหาคม 2540 คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ภาษีอากรที่โจทก์หรือเจ้าพนักงานประเมินจึงมีจำนวนเท่าที่ศาลฎีกาพิพากษาซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนการประเมินภาษีอากรถึงที่สุดเป็นเวลา 4 ปี 3 เดือน กรณีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้อยู่ในฐานะลูกหนี้เป็นที่สุดต้องชำระภาษีอากรตามฟ้องให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้และจำเลยที่ 1 ก็มิใช่ลูกหนี้ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร ในหมวด 3 เรื่องภาษีเงินได้ในส่วน 1 ข้อความทั่วไปและส่วน 2 การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา

บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้ธรรมดาเมื่อได้รับเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เว้นแต่ไม่ถึงเกณฑ์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ผู้มีเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้มาในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่นๆ ภายในเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 56 จากหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวผู้มีเงินได้พึงประเมินจึงมีหน้าที่ต้องประเมินภาษีเงินได้โดยตนเองแล้วยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นหากจำเลยที่ 1 มีเงินได้พึงประเมินที่ถูกต้องแท้จริงเป็นจำนวนเท่าใด

จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้ภาษีอากรภายในเดือนมีนาคมของแต่ละปีภาษีถัดไปตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติบังคับไว้ หาใช่หนี้ภาษีอากรจะถึงกำหนดในวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีภาษีอากรแต่อย่างใดไม่ ทั้งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้างซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักรโดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้และจำเลยที่ 1 ก็เป็นลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรและอยู่ในความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 แล้ว

ปัญหาต่อไปมีว่าการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนมีการประเมินภาษีของปีภาษี พ.ศ. 2531 ถึง 2533 โดยเจ้าพนักงานประเมินนั้นเป็นการกระทำไปโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าตั้งแต่เดือนเมษายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้รู้ถึงการที่โจทก์ได้ดำเนินการตรวจสอบเงินได้ของจำเลยที่ 1 ในปีภาษี พ.ศ. 2531 ถึง 2533 ที่ยื่นแบบรายการเสียภาษีไว้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะต้องถูกโจทก์เรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนมากหลายร้อยล้านบาท และในสำนวนการตรวจสอบทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์รายนายสุบิน รายการทรัพย์สินในนามของจำเลยที่ 1 มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมินรวมกันเป็นเงินจำนวน 167,129,400 บาท และหุ้นถือในนามของจำเลยที่ 1 และนางบุญศรี

ภริยาจำเลยที่ 1 รวมจำนวน 84,227,900 บาท และเงินฝากในนามของจำเลยที่ 1 และภริยาจำนวน 393,769.96 บาท อันเป็นทรัพย์สินที่โจทก์อาจดำเนินการยึดมาเพื่อชำระภาษีอากรค้างได้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 12 ซึ่งก็ยังไม่พอกับจำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อันมีราคาประเมิน 110,289,400 บาท ซึ่งมีค่ามากที่สุดในจำนวนทรัพย์สินที่อยู่ในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หานั้น ทำให้ทรัพย์สินที่อยู่ในนามจำเลยที่ 1 น้อยลงไป อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบและไม่ได้โต้แย้งในฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า

จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นที่พอนำมาชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระได้ครบถ้วน แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์สามารถติดตามยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ให้เพียงพอแก่การได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่ให้ครบถ้วน อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ภาษีอากรเสียเปรียบ และเป็นการโอนให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาจึงต้องถูกเพิกถอนการโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคแรก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดินที่พิพาทที่จำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 นั้นไม่ชอบเนื่องจากโจทก์มิได้ติดใจอุทธรณ์ให้มีคำพิพากษาเพิ่มเติมในส่วนนี้ จึงถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท ทั้งๆ ที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ มิได้เสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์นั้นก็ไม่ชอบ เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมยกให้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ให้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับแล้ว

จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ส่วนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เมื่อโจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์และมิได้แก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่ชอบที่จะสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่พิพากษาว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนการโอนที่ดินให้กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก่คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาลี ทัพภวิมล · ดิเรก อิงคนินันท์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6276/2549

ตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 56 วรรคสอง และมาตรา 56 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากรฯ ผู้จัดการคณะบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีและครึ่งปีในชื่อของคณะบุคคล เจ้าพนักงานป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340/2549

เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุไว้ชัดเจนว่าผู้โอนได้รับเงินมัดจำจากผู้รับโอนไปถูกต้องแล้ว แม้ผู้รับโอนจะทำสัญญากู้เงินจากผู้โอนไว้ เป็นจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินมัดจำ ก็เท่ากับผู้โอนมอบเงินมัดจำนั้นให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10252/2546

เอกสารหมาย จ. 4 เป็นเอกสารที่โจทก์อ้างอิงและยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามข้อ 15 แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.จัด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 136/2540

ประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่โจทก์ขณะเกิดมูลกรณีนี้ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในเดือนมีนาคมทุกๆปีและต้องยื่นแบบรายการเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2538

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำนิติกรรมโอนขายหุ้นและที่ดินทำให้โจทก์ไม่สามารถยึดหุ้นและที่ดินของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์อันเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบ เท่ากับเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้