Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 41260)

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้คำฟ้องของโจทก์จะบรรยายฟ้องไว้ตอนหนึ่งว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุน แต่จำเลยมีกำไรและมีทรัพย์สินนับพันล้านบาทสามารถหามาตรการหรือวิธีการอื่นแทนการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและรับผิดจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อันเป็นการกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 124แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ก่อน และไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 8 วรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งแปดสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับโจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ทั้งแปดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องและทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ทำกับจำเลยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2540ขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับจำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2541 อ้างว่าจำเลยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างโดยลดพนักงานเนื่องจากคนล้นงานและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งไม่เป็นความจริงจำเลยมีกำไรและทรัพย์สินนับพันล้านบาท

การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่เป็นธรรม เนื่องจากจำเลยมิได้ขาดทุนและยังสามารถหามาตรการอื่นแทนการเลิกจ้างได้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดและลูกจ้างอื่นที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้นเป็นแผนที่จะล้มล้างสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเลิกจ้างในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างลงวันที่ 15 มีนาคม 2539 ระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มีผลใช้บังคับ จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหายเป็นค่าจ้างนับจากวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันฟ้อง และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 1 เดือน ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งแปดเข้าทำงานตามเดิมให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับถัดจากวันฟ้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งแปดนับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันรับโจทก์ทั้งแปดกลับเข้าทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันสิ้นเดือนอันเป็นวันครบกำหนด จ่ายค่าจ้างแต่ละเดือนและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทั้งแปดคนละ 1 เดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปดจำเลยทั้งแปดสำนวนให้การว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งแปดเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121, 123 โจทก์ทั้งแปดต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อพิจารณามีคำสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 124 เมื่อโจทก์ทั้งแปดมิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

โจทก์ทั้งแปดจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย จำเลยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดเพราะจำเลยมีเหตุจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานของจำเลยที่ซ้ำซ้อนและประสบการขาดทุน จำเลยมิได้เลิกจ้างเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จำเลยมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยวางแผนตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อล้มล้างสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ การกระทำของจำเลยจึงมิได้เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและมิใช่เป็นการเลิกจ้างอันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายให้แก่โจทก์ทั้งแปดครบถ้วนแล้วขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า

โจทก์ทั้งแปดเป็นลูกจ้างของจำเลย วันเข้าทำงาน อัตราค่าจ้างตรงตามฟ้อง จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งแปดฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123แต่โจทก์ทั้งแปดมิได้มีการนำเรื่องนี้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก่อนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 124 ตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้ายเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งแปดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,028บาท ให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 6,727.50 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน4,780 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 5,152.50 บาท ให้โจทก์ที่ 4จำนวน 9,817 บาท ให้โจทก์ที่ 5 จำนวน 5,995 บาท ให้โจทก์ที่ 6จำนวน 10,655 บาท ให้โจทก์ที่ 7 และจำนวน 6,690 บาทให้โจทก์ที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 21เมษายน 2541 (วันฟ้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์แต่ละคนเสร็จ คำขออื่นให้ยกโจทก์ทั้งแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

"คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดว่า โจทก์ทั้งแปดมีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่โดยโจทก์ทั้งแปดอุทธรณ์ว่าแม้คำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดจะบรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดมีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2539 ระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มีผลใช้บังคับ แต่โจทก์ทั้งแปดก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ทั้งแปดต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือต้องปฏิบัติตามขั้นตอนก่อนที่จะฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน โจทก์ทั้งแปดฟ้องคดีนี้โดยมิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้าย โจทก์ทั้งแปดจึงมีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดจะบรรยายฟ้องไว้ตอนหนึ่งว่าโจทก์ทั้งแปดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งได้เกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องจนเป็นเหตุให้มีการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้างลงวันที่ 15 มีนาคม 2539 ระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30ธันวาคม 2540 ให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดมีผลนับแต่วันที่ 1 มกราคม2541 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวยังมีผลบังคับ

การเลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 แต่โจทก์ทั้งแปดก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยมิได้ประสบภาวะการขาดทุน แต่จำเลยมีกำไรและมีทรัพย์สินนับพันล้านบาท จำเลยสามารถหามาตรการหรือวิธีการอื่นแทนการเลิกจ้างได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลเพียงพอเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งแปดกลับเข้าทำงานกับจำเลยตามเดิมและรับผิดจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งแปด อันเป็นการกล่าวหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โจทก์ทั้งแปดต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดก่อนที่จะดำเนินการในศาลแรงงานในกรณีนี้ ดังนั้น โจทก์ทั้งแปดย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมดังกล่าวนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 124แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เสียก่อน กรณีไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคท้ายที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งแปดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและพิพากษายกคำขอในส่วนนี้เสียนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะข้อที่โจทก์ทั้งแปดกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดโดยไม่เป็นธรรมต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้