Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 41251)

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาซื้อขายระบุว่าในวันทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 มาวางไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันนี้โจทก์จะคืนให้เมื่อจำเลยที่ 1 พ้นจากข้อผูกพันตามสัญญา ดังนั้น หนังสือค้ำประกันจึงเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางไว้เผื่อความเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1รับผิดชำระเงินตามจำนวนในหนังสือค้ำประกันต่อโจทก์ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง สัญญาซื้อขายมีข้อตกลงที่ยินยอมให้โจทก์ปรับจำเลยที่ 1เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสิ่งของที่โจทก์ยังไม่ได้รับมอบนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญา และในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกปรับเป็นรายวันนั้น ถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยได้กรณีมิใช่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วจะไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับ ความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระราคายางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 กับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์เกิดจากสัญญาซื้อขายรายเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน ดังนั้นที่โจทก์ขอหักราคายางแอสฟัลต์ที่ส่งมอบบางส่วนออกจากค่าปรับและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด จึงไม่ใช่เรื่องหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่งแต่เพื่อความสะดวกแก่การบังคับตามคำพิพากษา จึงหักหนี้กันเสียโดยให้มีผลนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินในสำนวนแรก 3,497,363.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 3,234,197.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องสำนวนแรกจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินในสำนวนแรก 154,692.13บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 139,050 บาทนับถัดจากวันฟ้องสำนวนแรกจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินในสำนวนหลัง 6,923,757.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องสำนวนหลัง (วันที่ 24มีนาคม 2536) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 295,661 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องสำนวนหลังจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนให้การและฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนเป็นใจความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ให้โจทก์ในสำนวนแรกชำระเงิน299,469.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4มีนาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ดอกเบี้ยคิดถึงวันให้การและฟ้องแย้งคดีสำนวนแรกเป็นเงิน 47,135.69 บาท ให้โจทก์ในสำนวนหลังชำระเงิน 130,985 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่จำเลยที่ 1 ดอกเบี้ยคิดถึงวันให้การและฟ้องแย้งสำนวนหลังเป็นเงิน 19,889.98 บาทจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความ

ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนโจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนหลังให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,662,832.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,216,629 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2536 ในต้นเงิน 3,622,832.50 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 434,711 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 139,050 บาท นับแต่วันที่ 12มกราคม 2535 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2536 ในต้นเงิน 434,711 บาทนับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน1,216,629.90 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์สำนวนแรก และให้ชำระเงิน 2,406,203.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 24มีนาคม 2536) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์สำนวนหลัง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าสำนวนแรก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายยางแอสฟัลต์ อีมัลชั่น จำนวน 360.1 เมตริกตัน เป็นเงิน2,780,981.10 บาท ให้แก่โจทก์ โดยสัญญาจะส่งมอบ ณ สถานที่ส่งมอบตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาภายในวันที่ 31 ธันวาคม2532 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันเป็นเงินไม่เกิน139,050 บาท มาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 สำนวนหลังเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายยางแอสฟัลต์ อีมัลชั่น จำนวน 769.3 เมตริกตัน เป็นเงิน 5,913,215.50 บาท ให้แก่โจทก์ โดยสัญญาจะส่งมอบ

ณ สถานที่ส่งมอบตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาภายในวันที่ 28 มกราคม 2533 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมายจ.22 จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันเป็นเงินไม่เกิน 295,661 บาท มาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมายจ.23 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายฉบับแรกให้แก่โจทก์ ส่วนสัญญาซื้อขายฉบับหลังจำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์เพียง 17 เมตริกตัน เป็นเงิน 130,985 บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 และวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2534 ตามลำดับ ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.7 และ จ.27 โจทก์ดำเนินการประกวดราคาซื้อยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับใหม่

บริษัททิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด เป็นผู้ประมูลได้เป็นเงิน 3,558,561 บาท และ 7,392,773 บาท ตามลำดับสูงกว่าราคาที่กำหนดในสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเป็นเงิน 777,579.90 บาท และ 1,610,542.50 บาท ตามลำดับ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายยางแอสฟัลต์และส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 299,469.70 บาท แต่ยังไม่ได้รับเงินจากโจทก์ปัญหาข้อแรกเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่ายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์เป็นยางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 สั่งให้บริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางแอสฟัลต์ที่ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนดเป็นผู้ผลิตและเป็นมาตรฐานที่โจทก์กำหนดไว้ในเรื่องคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าประกวดราคาซื้อขายยางแอสฟัลต์

โจทก์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมการผลิต ซึ่งหากว่าการผลิตไม่ถูกต้องเจ้าหน้าที่ของโจทก์ต้องท้วงติงยางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบให้แก่โจทก์จึงเป็นยางแอสฟัลต์ที่ผ่านการผลิตและตรวจสอบที่ได้มาตรฐานตามสัญญาซื้อขาย แต่การวิเคราะห์คุณภาพยางแอสฟัลต์ของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่มีมาตรฐานเมื่อบริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตยางแอสฟัลต์เสร็จกรรมวิธีรอการตรวจรับ เจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงแจ้งว่ายางแอสฟัลต์ไม่ได้มาตรฐาน บริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัด พยายามแก้ไขเพื่อส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์ แต่ก็ถูกปฏิเสธเรื่อยมาจนล่วงเลยกำหนดตามสัญญาซื้อขายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1ดังกล่าว คงมีนายวิชัย

เมฆานันท์ พนักงานตำแหน่งผู้จัดการแผนกยางแอสฟัลต์ของจำเลยที่ 1 เบิกความลอย ๆ จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าบริษัทเชลล์การผลิต (ประเทศไทย) จำกัดได้ผลิตยางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายแล้วหรือหลักฐานที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับมอบยางแอสฟัลต์จากจำเลยที่ 1 แต่กลับได้ความว่าเมื่อโจทก์มีหนังสือด่วนมากลงวันที่ 7 มิถุนายน 2533 ตามเอกสารหมาย จ.45 ถึงจำเลยที่ 1 ว่า ตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าสามารถส่งยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายปี 2532 ที่ค้างส่งภายในเดือนพฤษภาคม 2533 โจทก์ยังไม่ได้รับยางแอสฟัลต์ดังกล่าว และจำนวนเงินค่าปรับเกินร้อยละ10 ของวงเงินค่ายางแอสฟัลต์ที่ยังไม่ส่งมอบแล้ว จึงให้จำเลยที่ 1ยืนยันกำหนดส่งยางแอสฟัลต์ที่ค้างภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2533จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบลงวันที่ 15 มิถุนายน 2533 ตามเอกสารหมาย

จ.46 แผ่นที่ 2 และที่ 3 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ได้สอบถามและเร่งรัดบริษัทผู้ผลิตอยู่ตลอดเวลา บริษัทผู้ผลิตได้ชี้แจงถึงเหตุล่าช้าตามสำเนาหนังสือของบริษัทผู้ผลิตซึ่งจำเลยที่ 1 ส่งให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.46 แผ่นที่ 3 ว่าเกิดปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการผลิตบางประการทำให้เกิดความล่าช้าและเมื่อโจทก์มีหนังสือด่วนมากแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์อีก2 ครั้งตามหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2533 และวันที่ 14 สิงหาคม2533 จำเลยที่ 1 ก็แจ้งเหตุขัดข้องตามหนังสือของบริษัทผู้ผลิตว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการผลิต และเกิดปัญหาในส่วนของอุปกรณ์การผลิตในโรงงานซึ่งจะต้องมีการดัดแปลงระบบท่อส่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เป็นผลทำให้การผลิตยางแอสฟัลต์ต้องล่าช้าออกไปอีก ตามเอกสารหมาย

จ.47 ถึง จ.50 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 หรือบริษัทผู้ผลิตยางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 เคยโต้แย้งโจทก์เรื่องการวิเคราะห์คุณภาพยางแอสฟัลต์แต่ประการใด ข้อเท็จจริงที่ว่ากระบวนการผลิตทำให้เกิดความล่าช้า เป็นผลเสียต่อชื่อเสียงและความเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจของบริษัทผู้ผลิต ไม่มีเหตุผลใดที่บริษัทผู้ผลิตจะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เป็นผลเสียแก่ตนโดยปราศจากความจริง เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเพราะไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาข้อที่สองว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับหลังจากครบกำหนดตามสัญญาแล้วเป็นเวลา 1 ปีเศษ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น

เห็นว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับในวันที่ 31 ธันวาคม 2532 และวันที่ 28 มกราคม 2533 ตามลำดับ แต่จำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1เป็นฝ่ายขอผ่อนผันจะส่งมอบยางแอสฟัลต์ที่ค้างส่งภายในเดือนพฤษภาคม 2533 แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ โจทก์ได้มีหนังสือด่วนมากแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์ 3 ครั้งซึ่งจำเลยที่ 1 มีหนังสือชี้แจงเหตุที่ยังไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์และรับว่าจะรีบส่งมอบให้แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.50ดังวินิจฉัยมาแล้ว แสดงว่าโจทก์พยายามให้โอกาสจำเลยที่ 1 ส่งมอบยางแอสฟัลต์โดยไม่บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยังมีหนังสือลงวันที่ 17สิงหาคม 2533 ตามเอกสารหมาย

จ.6 อ้างเหตุสุดวิสัยที่ยังไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์ได้และขอส่งมอบยางแอสฟัลต์ที่ค้างส่งตามสัญญาซื้อขายปี 2532 ให้ครบตามสัญญาภายในวันที่ 31 ธันวาคม2533 โดยยินยอมชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคายางแอสฟัลต์ที่ค้างส่งจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบยางแอสฟัลต์ครบถ้วน ดังนั้น การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2534 ตามลำดับ จึงไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาด้วยว่า การบอกเลิกสัญญาซื้อขายสองฉบับขัดต่อกฎหมาย เพราะมิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 นั้น ปรากฏว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับก่อนระเบียบที่จำเลยที่ 1 อ้างจะใช้บังคับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับโดยขัดต่อกฎหมายได้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาข้อที่สามว่า

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 ซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาวางเป็นหลักประกันแล้ว ยังพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าวด้วย เท่ากับพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายมากกว่าที่ศาลกำหนดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 และจ.22 ข้อ 8 ระบุว่าในวันทำสัญญาซื้อขายจำเลยที่ 1 ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนร้อยละ 5 ของราคาสิ่งของทั้งหมด คิดเป็นเงิน 139,050 บาท และ 295,661 บาท ตามลำดับมาวางไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาหลักประกันนี้โจทก์จะคืนให้เมื่อจำเลยที่ 1 พ้นจากข้อผูกพันตามสัญญา

ดังนั้นหนังสือค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 จึงเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางไว้เผื่อความเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์จึงมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินตามจำนวนในหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.23 ต่อโจทก์ด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังขึ้นที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาข้อที่สี่ว่า โจทก์ทั้งสองสำนวนไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายเงินซื้อยางแอสฟัลต์จากผู้อื่นในราคาที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมายจ.3 และ

จ.22 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 และ จ.22 ข้อ 9 วรรคสองระบุว่าในกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ฯลฯ และถ้าโจทก์จัดซื้อสิ่งของจากบุคคลอื่นเต็มจำนวน หรือเฉพาะจำนวนที่ขาดส่งแล้วแต่กรณีภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันที่บอกเลิกสัญญาโดยให้นับวันที่บอกเลิกสัญญาเป็นวันเริ่มต้น จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ด้วย เมื่อโจทก์ได้ประกวดราคาซื้อยางแอสฟัลต์เต็มจำนวนที่จำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งกำหนดราคาไว้ 2,780,981.10 บาทและซื้อยางแอสฟัลต์เฉพาะที่ขาดส่งตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมายจ.22 ซึ่งกำหนดราคาไว้ 5,913,215.50 บาท โดยหักราคายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบแล้ว 17 เมตริกตัน เป็นเงิน 130,985 บาท

คงเหลือ5,782,230.50 บาท โดยซื้อจากบริษัททิปโก้แอสฟัลต์ จำกัด ในราคา3,558,561 บาท และ 7,392,773 บาท ตามลำดับ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.9 และ จ.44 จึงเป็นราคายางแอสฟัลต์ที่โจทก์ต้องจ่ายสูงขึ้นเป็นเงิน 777,579.90 บาท และ 1,610,542.50 บาท ตามลำดับอันเป็นจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาโจทก์ดำเนินการซื้อยางแอสฟัลต์ใหม่ด้วยวิธีประกวดราคาแม้จะมีผู้เข้าประกวดราคาเพียง 2 ราย และราคายางแอสฟัลต์สูงขึ้นกว่าที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายให้แก่โจทก์ก็ไม่อาจถือได้ว่ามีการสมยอมระหว่างโจทก์กับผู้ชนะการประกวดราคา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของโจทก์ถือหุ้นในบริษัทที่เข้าประกวดราคาการประกวดราคาจึงไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ได้ชำระราคายางแอสฟัลต์ให้แก่ผู้ขายรายใหม่แล้วหรือไม่

จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายเงินซื้อยางแอสฟัลต์จากผู้อื่นในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน 777,579.90 บาท และ1,610,542.50 บาท ตามลำดับนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยห้าข้อที่ตามที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองสำนวนไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับเป็นรายวัน เพราะตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย

จ.3 จำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบยางแอสฟัลต์ตามสัญญา เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแสดงว่าไม่ประสงค์จะให้ปฏิบัติตามสัญญาอีก โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับส่วนสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.22 โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับ ค่าปรับที่โจทก์ทั้งสองสำนวนเรียกร้องมาสูงเกินส่วน และที่โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนชำระค่าปรับเท่าที่โจทก์ทั้งสองสำนวนเรียกร้องมาในฟ้องนั้นเห็นว่า สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 วรรคแรกระบุว่าเมื่อครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญานี้แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1ไม่ส่งมอบสิ่งของที่ตกลงขายให้แก่โจทก์ หรือส่งมอบสิ่งของทั้งหมดไม่ถูกต้องหรือส่งมอบสิ่งของไม่ครบจำนวน

โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ข้อ 10 วรรคแรกระบุว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ0.2 ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ได้นำสิ่งของมาส่งให้แก่โจทก์จนถูกต้องครบถ้วน และในวรรคสามระบุว่า ในระหว่างที่มีการปรับนั้นถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา และริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันตามสัญญาข้อ 8 กับเรียกร้องให้ชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 9 วรรคสอง นอกเหนือจากการปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยก็ได้

แสดงว่าในสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงที่ยินยอมให้โจทก์ปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันในอัตราร้อยละ0.2 ของราคาสิ่งของที่โจทก์ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญา และในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกปรับเป็นรายวันนั้นถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวันจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือเตือนและสงวนสิทธิที่จะปรับตามสัญญาตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.50 ขอผัดผ่อนโดยยินยอมชำระค่าปรับให้แก่โจทก์จึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญา กรณีมิใช่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วจะไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าปรับดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

ส่วนสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.22 นั้น โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่15 กุมภาพันธ์ 2534 ตามเอกสารหมาย จ.27 ก่อนที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 จะใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบดังกล่าวได้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าปรับตามสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับเพียงใดนั้น เห็นว่า จำนวนค่าปรับที่โจทก์เรียกร้องตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับเกือบเท่าราคายางแอสฟัลต์ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 ค่าปรับดังกล่าวจึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่งโจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับและใช้สิทธิตามสัญญาซื้อยางแอสฟัลต์จากผู้อื่นโดยเรียกให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายในราคายางแอสฟัลต์ที่สูงขึ้นด้วยแล้ว

ประกอบกับเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบยางแอสฟัลต์ให้แก่โจทก์ได้ เป็นเพราะเกิดปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการผลิตของบริษัทผู้ผลิต ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเบี้ยปรับตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 เพิ่มขึ้น 299,469.70 บาทและกำหนดเบี้ยปรับตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.22 เพิ่มขึ้น 130,985 บาท นั้น เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินไป เห็นสมควรลดลงเหลือ 300,000 บาท และ 500,000 บาท ตามลำดับฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามที่จำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองสำนวนมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้หรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง

บัญญัติว่าถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบหนี้กันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ของทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบหนี้ได้ สำนวนแรกโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 ตามเอกสารหมาย จ.12 แจ้งรายการค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 โดยแจ้งด้วยว่าขอหักกลบลบหนี้กับค่ายางแอสฟัลต์ตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 28 กันยายน 2533 ซึ่งโจทก์เป็นลูกหนี้จะต้องชำระค่ายางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน299,469.70 บาท เป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว

โจทก์จึงมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 341 วรรคหนึ่ง เมื่อหักกลบลบหนี้ค่ายางแอสฟัลต์ที่โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 กับค่าปรับ 300,000 บาท และค่าเสียหาย 777,579.90 บาทซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 แล้ว จำเลยที่ 1 คงต้องรับผิดชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในสำนวนแรกเป็นเงิน 778,110.20 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หักกลบลบหนี้ในสำนวนแรกชอบแล้ว ส่วนสำนวนหลังปรากฏว่า ความรับผิดของโจทก์ที่จะต้องชำระราคายางแอสฟัลต์ให้แก่จำเลยที่ 1 กับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เกิดจากสัญญาซื้อขายยางแอสฟัลต์รายเดียวกันตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย

จ.22 ต่างฝ่ายต่างผูกพันในหนี้อันเดียวกัน ดังนั้น ที่โจทก์ขอหักราคายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบบางส่วนออกจากค่าปรับและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด จึงไม่ใช่เรื่องหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์นำค่ายางแอสฟัลต์ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 130,985 บาทมาหักกลบลบหนี้ได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เพื่อความสะดวกแก่การบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาจึงหักหนี้กันเสียโดยให้มีผลนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โดยเมื่อหักหนี้ค่ายางแอสฟัลต์ที่โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 1 กับค่าปรับ 500,000 บาทและค่าเสียหาย 1,610,542.50 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.22 แล้ว จำเลยที่ 1 คงต้องรับผิดชำระค่าปรับและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในสำนวนหลังเป็นเงิน 1,979,557.50บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำนวนแรกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายจำนวน 778,110.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำนวนหลังให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าเสียหายจำนวน 1,979,557.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 24 มีนาคม2536) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เนตรมัย · อัธยา ดิษยบุตร · ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้