Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4125/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์กล่าวเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2530 จำเลยที่ 2เป็นผู้บริหารงานจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งอธิการบดี จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวไม่จ่ายเงินเดือนและเงินช่วยเหลือบุตรให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการของจำเลยที่ 1ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โจทก์มิได้กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวเพราะเหตุใดโจทก์จะอ้างว่าจำเลยที่ 2มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวด้วยนั้น เป็นการนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507มาตรา 3,4 ประกอบกับข้อ 10 ข้อ 24(2) แห่งกฎทบวง ฉบับที่ 2(พ.ศ. 2519) ออกตามความใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507 และมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 กำหนดให้อธิการบดีผู้บังคับบัญชาโดยอนุมัติของ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยเป็นผู้มีอำนาจสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยซึ่งได้รับเงินเดือนตั้งแต่ระดับ 9 ลงมาออกจากราชการได้ และข้อ 7วรรคสี่ แห่งกฎทบวงดังกล่าวกำหนดว่า อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎทบวงนี้ และมีหน้าที่ช่วยกฎหมายปฏิบัติการตามที่ กฎหมายมอบหมาย ข้อ 8 อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมีอำนาจตั้งกรรมการเฉพาะกิจเพื่อทำการตามที่ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมอบหมาย แสดงว่า อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่มีอำนาจตั้งบุคคลอื่นปฏิบัติการตามที่ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมอบหมายได้เมื่อที่การประชุม อ.ก.ม. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีมติอนุมัติในหลักการมอบอำนาจให้อธิการบดี ประธาน อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่ระดับ 9 ลงมาลาออกจากราชการแทนอ.ก.ม. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนี้ จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการได้ การที่โจทก์ไม่ได้ลงวันเดือนปีที่เริ่มรับราชการในหนังสือขอลาออกจากราชการ เป็นเพียงรายละเอียด ไม่ทำให้หนังสือขอลาออกของโจทก์ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด ส่วนหลักเกณฑ์ว่าด้วยการลาออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยซึ่งได้กำหนดขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยซึ่งประสงค์จะขอลาออกจากราชการปฏิบัติเพื่อให้ระยะเวลาสำหรับผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาการสั่งอนุญาตการลาออกว่าจะสั่งอนุญาตให้ผู้ขอลาออกจากราชการหรือจะสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกโดยดำเนินการทั้งนี้โดยคำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการเป็นสำคัญ ฉะนั้น แม้ผู้ขอลาออกจะไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตสละประโยชน์แห่งระยะเวลาดังกล่าวโดยสั่งอนุญาตให้ผู้นั้นลาออกจากราชการตามความประสงค์ของผู้ขอลาออกแล้ว คำสั่งนั้นย่อมมีผลสมบูรณ์โดยไม่จำต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตการลาออกให้โจทก์ทราบล่วงหน้าก่อน 30 วัน ตามระเบียบดังกล่าว และที่และเมื่อระเบียบดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญตามมาตรา 94(4) และ (5) เท่านั้น ส่วนกรณีของโจทก์โจทก์ออกจากราชการตามมาตรา 94(3) กล่าวคือ โจทก์ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามมาตรา 95 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันดังนี้ ระเบียบดังกล่าวจึงนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตการลาออกอนุญาตให้โจทก์ออกจากราชการในวันที่ 15 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอลาออก ย่อมมีผลให้โจทก์ออกจากราชการตั้งแต่วันขอลาออกส่วนกรณีที่โจทก์ยังคงรับราชการต่อมาเพราะยังไม่ทราบคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการก็มีผล เพียงทำให้โจทก์ได้รับสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปีบำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2522 มาตรา 18(1) ที่ให้สิทธิแก่โจทก์ไว้เท่านั้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2535 มาตรา 18 ที่บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ ยื่นฟ้องบังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2535 และคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองวันที่ 4 มิถุนายน 2535 ดังนี้ในเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 เดิมซึ่งกำหนดให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.วิ.พ. มาตรา 172 พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ.2507 มาตรา 3 พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ.2507 มาตรา 4 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 มาตรา 95 พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2505 มาตรา 18 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 18

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2530 จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการตำแหน่งอธิการบดีของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นข้าราชการพลเรือนตำแหน่งนักแนะแนวการศึกษาและอาชีพ 7 ระดับ 7 ผู้อำนวยการกองกิจการนักศึกษา สังกัดกองกิจการนักศึกษาสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยราชการภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตรศาสตร์ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณของจำเลยที่ 1 เดือนละ 15,380 บาทและเงินช่วยเหลือบุตรเดือนละ 100 บาท ก่อนเดือนเมษายน 2535โจทก์ได้รับเงินเดือน เดือนละ 12,580 บาท และเงินช่วยเหลือบุตรเดือนละ 100 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2ในฐานะส่วนตัวไม่จ่ายเงินเดือนและเงินช่วยเหลือบุตรประจำเดือนมีนาคม 2535 จำนวน 12,680 บาท

ไม่จ่ายเงินช่วยเหลือบุตรประจำเดือนเมษายน 2535 จำนวน 100 บาท และไม่จ่ายเงินเดือนและเงินช่วยเหลือบุตรประจำเดือนพฤษภาคม 2535 จำนวน15,480 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระเงิน 28,260 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2530มีจำเลยที่ 2 เป็นอธิการบดีมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนและเงินช่วยเหลือบุตรจากงบประมาณแผ่นดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2535โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะอธิการบดีของจำเลยที่ 1 โดยขอลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่15 มกราคม 2535 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากอนุกรรมการสามัญประจำจำเลยที่ 1 ให้มีอำนาจอนุมัติการลาออกจากราชการได้อนุมัติให้โจทก์ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2535และจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ 0200/2535 เรื่องอนุญาตให้ข้าราชการลาออกจากราชการ

ลงวันที่ 27 มกราคม 2535ตามความประสงค์ของโจทก์ การลาออกจากราชการของโจทก์จึงมีผลสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ.2507 และจำเลยที่ 1 แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2535 แต่โจทก์ไม่ยอมรับทราบคำสั่งจึงถือว่าโจทก์รับทราบหรือควรได้รับทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2535 แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 7 เมษายน 2535 เท่านั้น ตามพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันพ.ศ. 2522 มาตรา 18 และเมื่อโจทก์พ้นจากการเป็นข้าราชการโดยการลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2535 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือบุตรถึงเดือนมกราคม 2535 จำเลยที่ 1จ่ายเงินช่วยเหลือบุตรประจำเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2535ให้แก่โจทก์ด้วยความเข้าใจผิด

โจทก์จึงต้องคืนเงินช่วยเหลือบุตรทั้งสองเดือนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินรวม 200 บาทส่วนเงินเดือนประจำเดือนมีนาคม 2535 โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 1 แล้ว สำหรับเดือนเมษายน 2535 โจทก์มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 7 เมษายน 2535 เป็นเงิน 3,588.66 บาทแต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือบุตร 100 บาท จำเลยที่ 1จ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์ 12,380 บาท ด้วยความเข้าใจผิดโจทก์จึงต้องคืนเงินเดือนส่วนที่รับเกินไปจำนวน 11,791.34 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 รวมกับเงินช่วยเหลือบุตรประจำเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2535 จำนวน 200 บาท แล้วโจทก์ต้องคืนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นจำนวน 11,991.34 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอบังคับโจทก์ให้ชำระเงินจำนวน 11,991.34 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า คำสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะหนังสือลาออกจากราชการของโจทก์บกพร่องไม่ถูกต้อง ไม่ได้ลงวันเดือนปีที่เริ่มรับราชการ ไม่ได้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกจากราชการไม่น้อยกว่า30 วัน จำเลยที่ 2 ทราบความบกพร่องไม่ถูกต้องดังกล่าวและมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการโดยไม่ได้ให้โจทก์แก้ไขหนังสือลาออกให้ถูกต้อง จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งที่มีผลย้อนหลังโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจให้กระทำได้ ทั้งไม่มีกฎหมายให้อำนาจอนุกรรมการสามัญประจำจำเลยที่ 1 มอบหมายให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีอำนาจอนุมัติให้ข้าราชการลาออกได้

โจทก์ไม่ได้รับแจ้งคำสั่งใด ๆ จากจำเลยทั้งสอง และโจทก์ได้มีหนังสือขอยกเลิกการลาออกจากราชการของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2535 แล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน11,791.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ส่วนจำเลยที่ 1อุทธรณ์ในข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 11,691.34 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2530 มีจำเลยที่ 2 เป็นอธิการบดีโจทก์เป็นข้าราชการซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับ 7 ในสังกัดจำเลยที่ 1วันที่ 15 มกราคม 2535 โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการต่อจำเลยที่ 2 ว่า ขอลาออกจากราชการนับตั้งแต่วันที่15 มกราคม 2535 เพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามเอกสารหมายจ.1 จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเดือนให้โจทก์จนถึงเดือนเมษายน 2535และจ่ายเงินช่วยเหลือบุตรให้โจทก์จนถึงเดือนมีนาคม 2535 ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการได้ตามความประสงค์ของโจทก์ ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ 0200/2535ลงวันที่ 27 มกราคม 2535 เอกสารหมาย จ.6 และแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้คณะเกษตรศาสตร์ที่โจทก์ไปช่วยราชการอยู่ขณะนั้นเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2535 โจทก์ยื่นหนังสือขอยกเลิกการขอลาออกจากราชการดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.5คณะเกษตรศาสตร์แจ้งคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการให้โจทก์ทราบวันที่ 7 เมษายน 2535 โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับทราบคำสั่งดังกล่าวที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1เป็นส่วนตัว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์กล่าวว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2530 จำเลยที่ 2เป็นผู้บริหารงานจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งอธิการบดีจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวไม่จ่ายเงินเดือนและเงินช่วยเหลือบุตรให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการของจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว

โจทก์มิได้กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวเพราะเหตุใด ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัวจึงเป็นการนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยพ.ศ. 2507 มาตรา 3 มาตรา 4 ประกอบกับข้อ 10 ข้อ 24(2)แห่งกฎทบวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507 และมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518กำหนดให้อธิการบดีผู้บังคับบัญชาโดยอนุมัติของ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยเป็นผู้มีอำนาจสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยซึ่งได้รับเงินเดือนตั้งแต่ระดับ 9 ลงมาออกจากราชการได้ และข้อ 7 วรรคสี่ แห่งกฎทบวงดังกล่าวกำหนดว่า อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎทบวงนี้ และมีหน้าที่ช่วย

กฎหมายปฏิบัติการตามที่กฎหมายมอบหมาย ข้อ 8 อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมีอำนาจตั้งกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อทำการตามที่ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมอบหมาย แสดงให้เห็นว่า อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยไม่เพียงแต่มีหน้าที่ช่วย กฎหมายเท่านั้น อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยยังเป็นองค์กรที่มีอำนาจตั้งบุคคลอื่นปฏิบัติการตามที่ อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยมอบหมายได้ ตามรายงานการประชุม อ.ก.ม.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 7/2528 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2528ข้อ 10 ที่ประชุมมีมติอนุมัติในหลักการมอบอำนาจให้อธิการบดีประธาน อ.ก.ม. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่ระดับ 9ลงมาลาออกจากราชการแทน อ.ก.ม. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดังนี้จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการได้ที่โจทก์ฎีกาว่าหนังสือขอลาออกจากราชการของโจทก์บกพร่องและไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการลาออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยเอกสารหมาย จ.13 ที่กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยซึ่งประสงค์จะลาออกจากราชการยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการต่อผู้บังคับบัญชาล่วงหน้าก่อนวันที่จะขอลาออกไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตการลาออกพิจารณาเห็นควรอนุญาตให้ผู้ขอลาออกแล้ว ต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้ผู้ขอลาออกทราบก่อนวันที่ผู้นั้นขอลาออกจากราชการด้วยแต่การยื่นหนังสือขอลาออกของโจทก์และการที่จำเลยที่ 2 แจ้งคำสั่งอนุญาตการลาออกให้โจทก์ทราบไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

คำสั่งของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้ลงวันเดือนปีที่เริ่มรับราชการในหนังสือขอลาออกจากราชการ เป็นเพียงรายละเอียด ไม่ทำให้หนังสือขอลาออกของโจทก์ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด ส่วนหลักเกณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.13 กำหนดขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยซึ่งประสงค์จะขอลาออกจากราชการปฏิบัติเพื่อให้ระยะเวลาสำหรับผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาการสั่งอนุญาตการลาออกว่าจะสั่งอนุญาตให้ผู้ขอลาออกจากราชการหรือจะสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกโดยดำเนินการตามข้อ 3.1 ถึงข้อ 5 ทั้งนี้โดยคำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการเป็นสำคัญฉะนั้น แม้ผู้ขอลาออกจะไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ตามแต่เมื่อผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตสละประโยชน์แห่งระยะเวลาดังกล่าวโดยสั่งอนุญาตให้ผู้นั้นลาออกจากราชการตามความประสงค์ของผู้ขอลาออกแล้ว

คำสั่งนั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ โดยจำเลยที่ 2ไม่จำต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตการลาออกให้โจทก์ทราบล่วงหน้าก่อน30 วัน ดังที่โจทก์ฎีกาที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2535 เป็นการออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลัง เป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบ ก.พ.ว่าด้วยวันออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ.2518 ตามเอกสารหมาย จ.17 เพราะการลาออกของโจทก์เป็นกรณีสมัครใจลาออกมิใช่กรณีสั่งให้ออก ดังนั้น การลาออกในกรณีของโจทก์จะมีผลสมบูรณ์เมื่อโจทก์ทราบคำสั่งนั้น เห็นว่า ระเบียบดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญตามมาตรา 94(4) และ (5) เท่านั้น ส่วนกรณีของโจทก์โจทก์ออกจากราชการตามมาตรา 94(3)

กล่าวคือ โจทก์ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามมาตรา 95 ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันดังนี้ ระเบียบดังกล่าวจึงนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตการลาออกอนุญาตให้โจทก์ออกจากราชการในวันที่ 15 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอลาออกย่อมมีผลให้โจทก์ออกจากราชการตั้งแต่วันขอลาออกส่วนกรณีที่โจทก์ยังคงรับราชการต่อมาเพราะยังไม่ทราบคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ลาออกจากราชการก็มีผลเพียงทำให้โจทก์ได้รับสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปีบำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2522มาตรา 18(1) ที่ให้สิทธิแก่โจทก์ไว้เท่านั้นข้อสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในวันที่ 20 สิงหาคม 2535 จำเลยทั้งสองจึงต้องยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13)

พ.ศ. 2535 แต่จำเลยทั้งสองยื่นบัญชีระบุพยานหลังวันชี้สองสถานไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 13)พ.ศ.2535 มาตรา 18 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องบังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดพระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2535 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองวันที่4 มิถุนายน 2535 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 เดิมซึ่งกำหนดให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า3 วัน

จำเลยทั้งสองยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อย 3 วันจึงชอบด้วยกฎหมายอนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้ง แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นการให้ชำระก่อนวันที่ 20 สิงหาคม 2535 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้ง จึงเกินคำขอศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 11,691.34 บาทแก่จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ · อุดม มั่งมีดี · กนก พรรณรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5818/2549

ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 290 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลฯ มาตรา 23 และ พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ มาตรา 45 แสดงให้เห็นว่า ทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการคุ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2545

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมี ก. เป็นกรรมการเพียงคนเดียวก. จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีและแม้ว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3769/2545

โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นซอยทองหล่อ 18 โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 55 โดยโจทก์แนบแผนที่สังเขปมาท้ายคำฟ้องซึ่งแสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินของโจทก์อยู่สุดซอยทองหล่อ 18…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7265/2544

ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยตกลงเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์มีการทำสัญญาเช่าและต่อสัญญาเช่าหลายครั้งต่อมาเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไป จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้