Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4121/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่ จ. ยักยอกเงินไปได้เป็นเพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่วางระเบียบการเก็บรักษาเงินและเบิกจ่ายเงินเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดฉวยโอกาสเอาเงินไปใช้ส่วนตัว ได้ละเลยไม่วางข้อกำหนดการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารอย่างเช่นผู้อื่นพึงปฏิบัติคือยินยอมให้ จ. เบิกเงินของทางราชการไปได้ ดังนี้คำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่าความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่ 1 คือ การไม่วางข้อกำหนดหรือระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ จ. เบิกเงินของทางราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่มีอำนาจหน้าที่กำหนดระเบียบการเก็บรักษาเงินและการเบิกจ่ายเงิน การที่ จ. ยักยอกเงินไปได้มิใช่เพราะข้อกำหนดหรือระเบียบบกพร่องและมิใช่เพราะจำเลย ที่ 1 ยินยอมให้จ. เบิกเงินจากธนาคารได้แต่อย่างใดแต่เป็นเพราะเหตุอื่นซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ก็เข้าใจข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาดีจึงให้การกล่าวแก้เช่นนั้น ส่วนข้อกำหนดการเบิกจ่ายเงินจะต้องวางอย่างไรและการที่จำเลยที่ 1 มิได้วางข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเหตุให้จ. ยักยอกเงินไปได้อย่างไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับเงินจะต้องปฏิบัติตามระเบียบร่วมกับ จ. ให้เสร็จสิ้นทุกขั้นตอน จนถึงการโอนเงินเข้าบัญชีที่ธนาคารและจัดเก็บเอกสารให้ถูกต้องตามระเบียบการที่จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในบางขั้นตอนและจำเลย ที่ 3มิได้จัดการเกี่ยวกับเอกสารการโอนเงินให้เป็นไปตามระเบียบโดยมิได้นำเข้าเก็บรักษาในตู้นิรภัย แต่ยอมให้ จ. เก็บไว้เอง เป็นเหตุให้ จ. ยักยอกเงินของโจทก์ทั้งสี่ไปได้ถือว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ แม้ รากฏว่ามีการปล่อยปละละเลยให้จ. ปฏิบัติหน้าที่เพียงคนเดียวมานานก็ไม่เป็นเหตุผลที่จำเลยที่ 2ที่ 3 จะอ้าง เพื่อให้พ้นผิด จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องวางข้อกำหนดเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากธนาคาร โดยให้มีบุคคลสองหรือสามคนลงชื่อร่วมกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอก่อนหน้าจำเลยที่ 1 ย้ายมาดำรงตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอ มี วิธีการแตกต่างไปจากเมื่อจำเลยที่ 1 ย้ายมาดำรงตำแหน่งแล้ว การที่จำเลยที่ 1 มิได้วางข้อกำหนดดังกล่าว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1ประมาทเลินเล่อ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นศึกษาธิการอำเภอชะอวดจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอชะอวด จำเลยที่ 3มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินและการบัญชีประจำสำนักงานศึกษาธิการอำเภอชะอวด จำเลยทั้งสามบกพร่องต่อหน้าที่เป็นเหตุให้นายเจนวิทย์ฤทธิภัณฑ์ ซึ่งเป็นครูระดับ 3 ตำแหน่งอาจารย์ 1 ประจำโรงเรียนชะอวด ช่วยราชการสำนักงานศึกษาธิการอำเภอชะอวด ยักยอกเงินของโจทก์ทั้งสี่ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายเจนวิทย์ได้รับคำสั่งให้รับมาจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราชไปได้ โดยเงินที่รับมามีจำนวน 269,624.05 บาท จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายเจนวิทย์ ได้ร่วมกันปฏิบัติฝ่าฝืนระเบียบเบิกเงินจำนวน5,600.05 บาท

ไปใช้เป็นการส่วนตัว โดยจำเลยที่ 2 เอาเงินไป1,650 บาท เท่ากับอัตราเงินเดือนที่จำเลยที่ 2 พึงได้รับและนายเจนวิทย์เอาเงินไป 3,950.05 บาท ส่วนเงินที่รับมาที่เหลือจำนวน264,024 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 มีหน้าที่ต้องร่วมควบคุมดูแลและนำเข้าเก็บรักษา จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ปล่อยปละละเลยให้นายเจนวิทย์เก็บรักษาเพียงผู้เดียว ไม่นำเข้าเก็บรักษาตามหน้าที่ อีกทั้งไม่ได้แจ้งหรือรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงเงินที่ได้ร่วมกันรับมาและไม่ได้ส่งหลักฐานหรือเอกสารใด ๆ ให้ผู้บังคับบัญชาทราบนายเจนวิทย์เพียงผู้เดียวได้นำเงินจำนวน 264,024 บาท ไปฝากธนาคารออมสิน สาขาชะอวด ต่อมาได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าวไป รวมกับเงินที่เอาไปก่อนหน้านั้น เป็นเงินที่นายเจนวิทย์เบียดบังยักยอกนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้น 267,974.05 บาท

การที่นายเจนวิทย์ยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไป ยังเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้วางข้อกำหนดการเบิกจ่ายจากธนาคารอย่างเช่นที่ผู้อื่นพึงปฏิบัติ ยินยอมให้นายเจนวิทย์เบิกเงินไปจากธนาคารได้ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 267,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การว่ามิได้บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่เหตุเกิดจากการที่คณะกรรมการรับเงินไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องครบถ้วน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า มิได้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ การที่นายเจนวิทย์ยักยอกเงินไปได้เป็นเพราะจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายเจนวิทย์มีสิทธิรับจ่ายและโอนเงินจากบัญชีของสำนักงานศึกษาธิการ

อำเภอชะอวดที่ธนาคารออมสินสาขาชะอวด ได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 255,938.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาจะต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาโจทก์ทั้งสี่มีว่า ฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่พิจารณาแล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่นายเจนวิทย์ยักยอกเงินไปได้เป็นเพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่วางระเบียบการเก็บรักษาเงินและเบิกจ่ายเงินเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดฉวยโอกาสเอาเงินไปใช้ส่วนตัวได้ละเลยไม่วางข้อกำหนดการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารอย่างเช่นผู้อื่นพึงปฏิบัติ คือยินยอมให้นายเจนวิทย์เบิกเงินของทางราชการไปได้ดังนี้ คำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่า ความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 คือการไม่วางข้อกำหนดหรือระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้นายเจนวิทย์เบิกเงินของทางราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่มีอำนาจหน้าที่กำหนดระเบียบการเก็บรักษาเงินและการเบิกจ่ายเงิน

การที่นายเจนวิทย์นายเจนวิทย์ยักยอกเงินไปได้มิใช่เพราะข้อกำหนดหรือระเบียบบกพร่องและมิใช่เพราะจำเลยที่ 1 ยินยอมให้นายเจนวิทย์เบิกเงินจากธนาคารได้แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเหตุอื่นซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ก็เข้าใจข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาดีจึงให้การกล่าวแก้เช่นนั้น ส่วนข้อกำหนดการเบิกจ่ายเงินจะต้องวางอย่างไรและการที่จำเลยที่ 1 มิได้วางข้อกำหนดังกล่าวเป็นเหตุให้นายเจนวิทย์ยักยอกเงินไปได้อย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เคลือบคลุมปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่และฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2522 นายอำเภอชะอวดได้มีคำสั่งที่97/2522 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายเจนวิทย์

ฤทธิ์กัณฑ์เป็นกรรมการรับและจ่ายเงินเดือนและเงินอื่น ๆ ประจำเดือนมิถุนายน2522 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมานายเจนวิทย์ได้เบิกเงินของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอชะอวดแล้วเบียดบังยักยอกไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ความประมาทเลินเล่ออันจะเป็นละเมิดจะต้องเกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามพฤติการณ์แล้วแต่กรณีไป สำหรับกรณีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเอาการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่วางไว้แต่อย่างเดียวไม่ได้จะต้องดูว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ปฏิบัติตามหน้าที่ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และในตอนท้ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า แม้จะวางระเบียบไว้ก็ไม่ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด กล่าวคือแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับจ่ายเงินตามฟ้อง

นายเจนวิทย์ก็เคยทำได้คนเดียว เกี่ยวกับเอกสารการโอนเงินนายเจนวิทย์ก็เคยถือไว้เองโดยไม่ส่งมอบให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบหรือนำไปเก็บในตู้นิรภัยหลังจากที่ได้โอนเงินหรือเบิกเงินแล้ว เห็นว่า ตามคำสั่งเอกสารหมายจ.1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นกรรมการรับจ่ายเงิน จำเลยที่ 2และที่ 3 จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3จะต้องปฏิบัติร่วมกันกับนายเจนวิทย์ให้เสร็จสิ้นทุกขั้นตอนตั้งแต่ไปจัดการนำเงินจากธนาคารกรุงไทย สาขานครศรีธรรมราช เข้าธนาคารออมสิน สาขานครศรีธรรมราช แล้วโอนไปเข้าธนาคารออมสิน สาขาชะอวดในบัญชีของ สำนักงานศึกษาธิการอำเภอชะอวด แล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และจัดเก็บเอกสารให้ถูกต้องตามระเบียบที่กำหนดไว้ตามเอกสารหมาย

จ.2 ข้อ 59, 70 และ 80 กล่าวคือจะต้องนำหลักฐานการโอนเงินของธนาคารออมสิน สาขานครศรีธรรมราช เข้าเก็บรักษาในตู้นิรภัยของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอชะอวด แล้วร่วมกันนำไปรับเงินจากธนาคารออมสิน สาขาชะอวด ในวันต่อไปเพื่อจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงิน จำเลย ที่ 2 และที่ 3 ยอมรับว่าไม่ได้ร่วมปฏิบัติงานกับนายเจนวิทย์ทุกขั้นตอน โดยจำเลยที่ 2 อ้างในฎีกาว่าไม่ได้ร่วมไปกับจำเลยที่ 3 และนายเจนวิทย์นำเงินหรือเช็คที่ได้รับไว้โอนเข้าบัญชีธนาคาร เพราะจำเลยที่ 2 จะต้องรอรับเงินอีกจำนวนหนึ่งจากแผนกศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เห็นว่า ตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ

พ.ศ. 2520 ข้อ 80 จำเลยที่ 2 จะต้องปฏิบัติหน้าที่และรับผิดชอบร่วมกับกรรมการคนอื่นทุกขึ้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับนายเจนวิทย์และจำเลยที่ 3 ในขั้นตอนที่เหลือภายหลังรับมอบเช็คจากธนาคารกรุงไทย สาขานครศรีธรรมราช เป็นการเปิดโอกาสให้นายเจนวิทย์สามารถนำเอกสารโอนเงินจากธนาคารออมสิน สาขานครศรีธรรมราชไปขอรับเงินที่ธนาคารออมสิน สาขาชะอวด แล้วยักยอกไปได้โดยง่ายถือได้ว่าประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย สำหรับจำเลยที่ 3 อ้างว่าได้ไปโอนเงินกับนายเจนวิทย์เรียบร้อยแล้วจึงได้กลับไปรายงานให้จำเลยที่ 2 ทราบและถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 3 แม้จะได้ไปโอนเงินกับนายเจนวิทย์แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่จัดการเกี่ยวกับเอกสารการโอนให้เป็นไปตามระเบียบการเก็บรักษาเงินดังกล่าวข้างต้น โดยมิได้นำเข้าเก็บรักษาในตู้นิรภัย แต่ยอมให้นายเจนวิทย์เก็บไว้เองจนเป็นเหตุให้นายเจนวิทย์สามารถยักยอกเงินของโจทก์ทั้งสี่ไปได้ จึงถือไม่ได้ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว และถือได้ว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ทั้งยังได้ความต่อไปอีกว่า

นายเจนวิทย์เบิกเงินมาจำนวนหนึ่ง ได้แบ่งให้จำเลยที่ 3 จำนวน 1,650 บาทเท่ากับเงินเดือนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็รับเอาไว้ ซึ่งทั้งจำเลยที่ 3 และนายเจนวิทย์ไม่มีอำนาจทำได้ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบและส่อถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 3 อยู่ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยความประมาทอย่างชัดแจ้ง ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โต้เถียงว่าได้เคยปล่อยปละละเลยให้นายเจนวิทย์ปฏิบัติหน้าที่เพียงคนเดียวมานานแล้วนั้น เห็นว่า เป็นความบกพร่องและประมาทเลินเล่อของกรรมการที่ปล่อยให้นายเจนวิทย์ทำเช่นนั้นไม่เป็นเหตุผลที่จะอ้างให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 พ้นผิดไปได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 โต้เถียงเป็นข้อสุดท้ายว่าหลักฐานโอนเงินตามแบบสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเอกสารหมาย

จ.6 ไม่ใช่เอกสารแทนตัวเงินจึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเก็บรักษาเงินคือไม่ต้องนำไปเก็บในตู้นิรภัย ข้อนี้นายอำนาจ ทองแป้น พยานโจทก์ซึ่งเป็นศึกษาธิการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชและเป็นกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งเบิกความยืนยันประกอบเอกสารหมาย จ.2 ว่าแบบสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเทียบเท่ากับเช็คหรือตัวเงิน จะต้องจัดการเก็บให้ถูกต้องตามระเบียบที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 59ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกันสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ทั้งสี่กล่าวอ้างในฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดเนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้วางข้อกำหนดการเบิกจ่ายเงินจากธนาคาร โดยให้มีบุคคลสองหรือสามคนร่วมกันลงชื่อรับจ่ายโอนเงินและเบิกเงินจากธนาคาร ซึ่งหากวางข้อกำหนดดังกล่าว

นายเจนวิทย์ย่อมไม่สามารถเบิกเงินจากธนาคารไปได้นั้นเห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสี่ไม่ปรากฏว่ามีระเบียบปฏิบัติของทางราชการกำหนดให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องทำเช่นนั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าการเบิกจ่ายเงินจากธนาคารของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอชะอวดก่อนหน้าจำเลยที่ 1 ย้ายมาดำรงตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอชะอวดมีวิธีการแตกต่างไปจากเมื่อจำเลยที่ 1 ย้ายมาดำรงตำแหน่งแล้วการที่จำเลยที่ 1 มิได้วางข้อกำหนดดังกล่าว ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523/2562

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อก่อสร้างอาคารและดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ และโจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าตามสัญญาแล้ว โดยข้อ 7 วรรคสอง กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้เช่าต้องสำรวจศึกษาพื้นที่โครง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9797/2558

การประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 แม้ทำให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9489/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้