Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 41153)

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี แม้จำเลยจะมีระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานอันถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลใช้บังคับตามบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯมาตรา 54 วรรคสอง แต่ก็มิได้หมายความว่าห้ามมิให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และแม้พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ จะมิได้บัญญัติวิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ก็ตามแต่ก็ไม่อาจนำขั้นตอนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาใช้ได้เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในกิจการของเอกชนเท่านั้นไม่ได้ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจด้วย เมื่อประเทศประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจคณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจลงได้โดยให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ลงทุกแห่งทุกคนจึงมิได้ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 20 และพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มาตรา 54 วรรคสองและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ลงทุกแห่งทุกคนจึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใดคดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 297ตามลำดับ แต่โจทก์ที่ 103 ขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีแล้ว คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 102และโจทก์ที่ 104 ถึงที่ 297

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องในทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497 และเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหก จำเลยมีระเบียบปฏิบัตินอกจากจ่ายเงินเดือนแล้วจำเลยยังกำหนดสวัสดิการต่าง ๆ รวมทั้งจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานและลูกจ้างเป็นประจำทุกปี โดยกำหนดหลักเกณฑ์อย่างแน่นอนตามหนังสือของกระทรวงการคลังที่ กค.0512/52334 ลงวันที่ 29ธันวาคม 2524 และตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสพ.ศ. 2523 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2525 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2525 ปรากฏว่ากระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการปรับลดเงินโบนัสของกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้ปรับลดลงในอัตราร้อยละ 30 ของวงเงินโบนัสที่กรรมการและพนักงานมีสิทธิได้รับตามหนังสือของกระทรวงการคลังที่

กค.0529.2/35559 ลงวันที่ 26พฤศจิกายน 2541 ต่อมาเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแจ้งให้ทราบและให้แจ้งรัฐวิสาหกิจในสังกัดทราบว่า ได้ลงมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังขอเปลี่ยนแปลงข้อเสนอในมาตรการปรับลดเงินโบนัสของคณะกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ และให้มีผลใช้บังคับเฉพาะกรรมการและฝ่ายบริหารตามความหมายในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534โดยไม่รวมพนักงานกระทรวงการคลังได้มีหนังสือถึงจำเลย เป็นหนังสือด่วนมากที่ กค.0529.2/5493 แจ้งยอดเงินกำไรสุทธิของผลประกอบการปี 2541 และได้จัดสรรเงินโบนัสที่ต้องจ่ายให้แก่กรรมการและพนักงานของจำเลย โดยได้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานบริหารลงร้อยละ 30 ซึ่งเป็นการปรับลดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากพนักงานที่กระทรวงการคลังกำหนดให้เป็นฝ่ายบริหารทั้งยังเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่มีความเสมอภาคกันระหว่างพนักงานของจำเลยและของรัฐวิสาหกิจแต่ละรัฐวิสาหกิจในการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งฝ่ายบริหาร

การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54 วรรคสอง ทั้งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540มาตรา 26 และมาตรา 30 ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินในส่วนที่จำเลยได้หักเงินของโจทก์แต่ละคนไว้จำนวนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันหักจนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์ดังกล่าวเสร็จ

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า จำนวนเงินโบนัสโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยหักไปนั้นที่ถูกต้องปรากฏตามผลการตรวจสอบข้อมูลพนักงานที่ถูกปรับลดเงินโบนัสร้อยละ 30 ตามมติคณะรัฐมนตรี เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 การจ่ายเงินโบนัสของจำเลยเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส พ.ศ. 2523 ซึ่งในข้อ 2 อัตราโบนัสหมายถึงตัวเลขที่ได้จากการนำจำนวนเงินที่เป็นกำไรสุทธิในปีสำรวจโบนัสมาจัดสรรเป็นเงินโบนัสตามระเบียบกระทรวงการคลัง หารด้วยผลรวมของอัตราเฉลี่ยเงินเดือนหรือค่าจ้างต่อเดือนของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด จำเลยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลด้วย และโจทก์ทุกคนเป็นพนักงานสังกัดหน่วยงานของรัฐ

โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐคือจำเลยด้วย การจัดสรรผลกำไรสุทธิเป็นอำนาจของรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ข้อบังคับว่าด้วยวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการเงินขององค์การ พ.ศ. 2495 และระเบียบว่าด้วยการบัญชีและการเงินของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2520 โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากผู้ใดหรือหน่วยงานใด ๆคณะรัฐมนตรีมีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจได้นอกจากนี้เงินโบนัสไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 และก็มิใช่สิทธิประโยชน์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ

พ.ศ. 2534มิฉะนั้นผลจะกลายเป็นว่าเงินกำไรสุทธิรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นของประชาชนรัฐวิสาหกิจและพนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถกำหนดผลประโยชน์ให้แก่ตนเองได้ซึ่งขัดต่อหน้าที่ ขัดต่อหลักกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ 103ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกอุทธรณ์ว่า จำเลยมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานที่แน่นอนตามระเบียบปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัส พ.ศ. 2523 เอกสารหมาย จล.34 ฉบับที่ 2 เอกสารหมายจล.35 และฉบับที่ 3 เอกสารหมาย จล.36 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งยังให้มีผลใช้บังคับต่อไปตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54 วรรคสอง ระเบียบดังกล่าวได้วางหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินจากกำไรสุทธิจ่ายเป็นโบนัสให้พนักงานและลูกจ้าง โดยจะหักเงินโบนัสได้เฉพาะที่กำหนดไว้ในข้อ 10 ของระเบียบดังกล่าวเท่านั้น หากจะหักนอกเหนือจากข้อ 10 จะต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานและลูกจ้างก่อนการที่คณะรัฐมนตรีมีมติคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย

จล.3 ให้ปรับลดเงินโบนัสของโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกโดยมิได้รับความยินยอมจากพนักงานหรือลูกจ้างและไม่เป็นคุณแก่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยยิ่งกว่า และเลือกหักเฉพาะเงินโบนัสของพนักงานฝ่ายบริหาร เป็นการไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันและเลือกปฏิบัติมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงขัดต่อสภาพการจ้าง ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ขัดต่อพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54วรรคสอง และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาตรา 26 และ 30 เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีผลใช้บังคับนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี

แม้จำเลยจะมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานตามระเบียบเอกสารหมาย จล.34 จล.35 และ จ.36อันถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54 วรรคสองมีบทเฉพาะกาลให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวที่มีอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534ยังคงใช้บังคับต่อไป ก็มิได้หมายความว่าห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ไม่อาจดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 ซึ่งบัญญัติถึงวิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถเรียกร้องให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยการแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเพราะกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในกิจการของเอกชนเท่านั้น

ไม่ได้ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจด้วย อีกทั้งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ก็มิได้มีบทบัญญัติในลักษณะเช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าในช่วงปี 2541สถานะทางเศรษฐกิจของประเทศยังวิกฤตอยู่อย่างต่อเนื่อง การปรับลดเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจจะช่วยให้รัฐวิสาหกิจนำเงินที่ประหยัดได้ไปใช้เพิ่มวงเงินเพื่อใช้ในการลงทุนอันเป็นการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจทางหนึ่ง คณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 ลงได้ มิได้ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 และพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 54วรรคสอง ดังที่อ้างในอุทธรณ์ อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง

ๆลงทุกแห่ง ทุกคน ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใดมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จล.3 จึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสที่ถูกปรับลดลงตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองร้อยเก้าสิบหกฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้