Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 411432)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้คำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ที่รับต่อ ส. ผู้ใหญ่บ้านว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายและเอาไม้ไปจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดหากคำซัดทอดนั้นมีเหตุผล ศาลย่อมรับฟังคำซัดทอดประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้และคำซัดทอดของจำเลยที่ 3 ในกรณีนี้พาไปสู่การได้ไม้ของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ในหนองน้ำห้วยพรมคืน นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล ศาลย่อมใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายลักตัดเอาไม้พลวง 3 ต้น ของนางสำเนียง วิเวกสระน้อย ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาในวันที่ 14 ธันวาคม 2539 ผู้เสียหายพบไม้ของกลางซุกซ่อนอยู่ในห้วยและชาวบ้านช่วยกันงมขึ้นมาได้ 2 ท่อน อีก 1 ท่อน ยังงมขึ้นมาไม่ได้เพราะมีขนาดใหญ่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายพรม รุมพรสระน้อย และนายช้อย ขอดกิ่ง เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าในขณะเกิดเหตุนายพรมและนายช้อยเห็นจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์ชัย พันธ์สำโรง และนายประสิทธิ์ พันธ์สำโรง ขับรถไถนาลากจูงรถสาลี่บรรทุกท่อนไม้ 3 ท่อน

ออกจากไร่ยูคาลิปตัสของผู้เสียหายโดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน นายพรมและนายช้อยต่างรู้จักกับจำเลยทั้งสามและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน คำเบิกความของนายพรมและนายช้อยจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้ว่าในขณะเกิดเหตุนายพรมซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยทั้งสามจะมิได้พูดทักทายกับจำเลยทั้งสามและไม่ได้เล่าเรื่องที่พบเห็นเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายทราบก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะนายพรมเห็นว่าจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์ต่างเป็นญาติพี่น้องกับผู้เสียหาย อาจมีการซื้อขายไม้กันดังที่นายพรมได้เบิกความตอนตอบโจทก์ถามติงเอาไว้ซึ่งนับว่ามีเหตุผลรับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์มีผู้เสียหายกับนายสะอาด

โคกเกษม ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นพยานคนกลางมาเบิกความสนับสนุนว่า ภายหลังเมื่อผู้เสียหายทราบจากนายพรมและนายช้อยว่าจำเลยทั้งสามลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายไปสอบถามจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 รับว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายศักดิ์และนายประสิทธิ์ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายไปจริงและนำท่อนไม้ที่ลักตัดไปซุกซ่อนไว้ในห้วยพรมซึ่งเป็นหนองน้ำ ผู้เสียหายจึงพาจำเลยที่ 3 ไปพบนายสะอาด จำเลยที่ 3 รับสารภาพต่อหน้านายสะอาดว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์ลักตัดต้นพลวง 3 ต้น ของผู้เสียหายแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ในห้วยพรม จากนั้นนายสะอาดให้จำเลยที่ 3 และชาวบ้านช่วยกันงมไม้ของกลาง ปรากฏว่าพบไม้ 3 ท่อน แต่งมขึ้นมาได้ 2 ท่อน

อีก 1 ท่อน ยังนำขึ้นมาไม่ได้เพราะมีขนาดใหญ่มากและอยู่ลึก จากคำเบิกความของผู้เสียหายและนายสะอาดสอดคล้องเชื่อมโยงรับกับคำเบิกความของนายพรมและนายช้อย ตั้งแต่ต้นพลวงของผู้เสียหายถูกลักตัดออกจากไร่ยูคาลิปตัสจนกระทั่งผู้เสียหายได้ไม้ของกลางคืน พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายลักตัดเอาไม้ของกลางผู้เสียหายไป พยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายลักตัดเอาไม้ของกลางผู้เสียหายไป พยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสามไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาวา คำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ที่รับต่อนายสะอาดว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายไปนั้นเกิดจากการถูกนายพรมและนายรวยข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย และบอกว่าถ้าจำเลยที่ 3 รับสารภาพจะให้ไก่ 1 ตัว กับสุรา 1 ขวดนั้น

จำเลยทั้งสามไม่ได้ถามค้านนายพรมไว้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสามจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่านายช้อยเบิกความว่า ไม่มีความคุ้นเคยกับจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์ มาทราบภายหลังเมื่อนายพรมบอก ไม่ทราบว่าทั้งห้าคนเกี่ยวพันเป็นญาติพี่น้องกันหรือไม่ นายช้อยไม่เคยไปมาหาสู่กับบุคคลทั้งห้าแสดงว่านายช้อยไม่ทราบว่าผู้ที่อยู่ในรถบรรทุกไม้จะเป็นใคร มาทราบภายหลังเมื่อนายพรมบอกว่าเป็นจำเลยทั้งสาม คำเบิกความของนายช้อยจึงเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้นั้น นายช้อยตอบโจทก์ถามติงว่า รู้จักจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์และนายประสิทธิ์แต่ไม่สนิทกัน เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความดังกล่าวแล้วมีความหมายว่านายช้อยรู้จักจำเลยทั้งสาม

นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์แต่ไม่สนิทสนมกัน นายช้อยทราบจากนายพรมในภายหลังว่าจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์และนายประสิทธิ์เป็นญาติพี่น้องกัน ดังนั้น คำเบิกความของนายช้อยจึงไม่เลื่อนลอย สำหรับที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำเบิกความของนายพรมและนายช้อยมีพิรุธ โดยกล่าวหาว่านายประสิทธิ์ร่วมกระทำความผิดด้วยแต่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมายกฟ้องนายประสิทธิ์นั้น แม้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาจะพิพากษายกฟ้องนายประสิทธิ์ก็เป็นเพียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลดังกล่าวในการพิจารณาคดีซึ่งไม่มีผลผูกพันให้ศาลฎีกาจำต้องถือตาม และที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำซัดทอดของจำเลยที่ 3 ไม่อาจรับฟังได้นั้น

แม้คำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ที่รับต่อนายสะอาดผู้ใหญ่บ้านว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายและเอาไม้ไปจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอด หากคำซัดทอดนั้นมีเหตุผลศาลย่อมรับฟังคำซัดทอดประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และคำซัดทอดของจำเลยที่ 3 ในกรณีนี้พาไปสู่การได้ไม้ของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ในหนองน้ำห้วยพรมคืน นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล ศาลย่อมใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พลรัตน์ ประทุมทาน · มงคล ทับเที่ยง · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้