Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 411141)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การร้องขอเข้าเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (1) ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ระหว่างพิจารณา เว้นแต่สิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น ส่วนมาตรา 57 (2) ต้องยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ดังนั้น ทั้งสองกรณีดังกล่าวต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น จะยื่นในระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้ การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้นแม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา แต่ก็มีผลเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,685,907.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 40 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,031,826.68 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา หลังจากจำเลยยื่นคำให้การแล้วแต่ยังไม่สืบพยานโจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,031,826.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,385,231.97 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเพื่อให้ได้รับการรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง กับพิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ผู้ร้องและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยฎีกาผู้ร้องว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของผู้ร้องชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาอ้างว่ากรณีของผู้ร้องถือได้ว่าเป็นการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มิใช่มาตรา 57 (2) และไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ขอในระหว่างอุทธรณ์ จึงขอในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ เห็นว่า ไม่ว่ากรณีจะเป็นการร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 57 (1) ดังที่ผู้ร้องฎีกากล่าวอ้างไว้หรือไม่ก็ไม่เป็นเหตุให้ผลของการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง เพราะการร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ตามมาตรา 57 (1) ได้กำหนดว่า ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา

เว้นแต่สิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น ส่วนมาตรา 57 (2) ได้กำหนดว่าต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา ดังนั้น ทั้งสองกรณีดังกล่าวต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเท่านั้น จะยื่นในระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้คำฟ้องนั้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบหรือไม่เท่านั้นโดยมิได้กล่าวล่วงเข้าไปในประเด็นวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับข้อพิพาทเช่นว่านี้ในคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทนั้น มิใช่กรณีที่จะต้องบังคับตามมาตรา 229 ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้จำเลยต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมใดๆ สำหรับข้อพิพาทในส่วนนี้ต่อโจทก์ กรณีจึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์

ศาลฎีกาเห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้นแม้จะเป็นอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาแต่ก็มีผลเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติขณะยื่นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคสอง ที่จำเลยอ้างในฎีกานั้นเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับข้อพิพาทที่ไม่เป็นประเด็นในคดีไปในคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทเสียทีเดียว กรณีไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานะ ศุภวิริยกุล · สมชาย จุลนิติ์ · ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้