Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 411138)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 84 หมายความว่า ผู้ใช้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยผู้ถูกใช้รู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด หากผู้ถูกใช้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หากผู้ถูกใช้ไม่กระทำผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนด คดีนี้ บ. เป็นนักการภารโรงไม่มีส่วนได้เสียในบัญชีเงินกู้และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างหรือให้ประโยชน์แก่ บ. ในการเผาทำลายบัญชีเงินกู้ จึงไม่มีเหตุที่ บ. ต้องเผาบัญชีเงินกู้ หาก บ. ทราบว่าการเผาทำลายบัญชีเงินกู้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย บ. ก็คงไม่กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจาก บ. อาจต้องรับโทษโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่ บ. ยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาคงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ บ. เผาบัญชีเงินกู้นั้น จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะ บ. ผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้ บ. เป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 264, 265, 268, 352, 353 สำนวนหลังศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 188 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอมกับปลอมและใช้หนังสือกู้ปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้บัญชีเงินกู้ปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 1 ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม

จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 188, 86 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก

ประกอบมาตรา 265 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอมกับปลอมและใช้หนังสือกู้เงินปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีนายทวีกรรมการดำเนินการโจทก์ที่ 2 นางเจริญศรี โสระมัด ผู้จัดการโจทก์ที่ 2 และนายสงบ ปานเพ็ง ประจำสำนักงานสหกรณ์อำเภอขาณุวรลักษบุรีเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำของจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.9 ว่า จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำต่อพยานทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ปลอมบัญชีเงินกู้ของโจทก์ที่ 2 โดยกรอกข้อความว่า นายสนิท นายลำใย นายทวี และนายประจบซึ่งเป็นสมาชิกโจทก์ที่ 2 กู้เงินจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 17,000 บาท 16,000 บาท 17,000 บาท และ 15,000 บาท ซึ่งเกินกว่าความเป็นจริงคนละ 10,000 บาท

ส่วนจำเลยที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 2 ปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินรายนายเชื่อมสมาชิกโจทก์ที่ 2 เพื่อขอกู้เงินจำนวน 40,000 บาท จากโจทก์ที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือที่อ้างว่าเป็นของนายเชื่อม ทั้งที่รู้ว่านายเชื่อมถึงแก่ความตายไปแล้ว มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองแล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้โจทก์ที่ 2 คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วอนุมัติให้กู้ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองให้การรับต่อพยานทั้งสามของโจทก์ทั้งสองว่าได้กระทำความผิด ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เป็นผลร้ายต่อจำเลยทั้งสอง จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การตามความจริง

เมื่อพิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 แล้ว มีลักษณะคล้ายลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในสำนวนคดีนี้ เชื่อว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เป็นของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อความโดยไม่ได้อ่านข้อความนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่านายเชื่อมมีภูมิลำเนาในเขตท้องที่รับผิดชอบของนายลำพอง ซึ่งเป็นทำนองว่านายลำพองอาจเป็นผู้ปลอมเอกสารคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินของนายเชื่อมก็ได้นั้น เห็นว่า เอกสารคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินของนายเชื่อมดังกล่าวมีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองโดยไม่ปรากฏว่านายลำพองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวเลย จึงไม่มีเหตุให้สงสัยว่านายลำพองปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ที่ 1 นำส่งศาลเพียงสำเนาคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน โดยไม่ได้ส่งต้นฉบับต่อศาลจึงไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า สำเนาเอกสารที่ส่งต่อศาลนั้น พนักงานสอบสวนได้รับรองสำเนาถูกต้องโดยไม่ปรากฏว่าสำเนานั้นไม่ตรงกับต้นฉบับ อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเกี่ยวกับบัญชีเงินกู้รายนายสนิทกับพวก จำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมกับปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมรายนายเชื่อม

ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินรายนายเชื่อมหรือไม่ นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนางเจริญศรีว่า เมื่อสมาชิกโจทก์ที่ 2 ขอกู้เงิน พนักงานสินเชื่อจะสอบถามสมาชิกแล้วกรอกข้อความในคำขอกู้ให้สมาชิกที่ขอกู้ ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน จากนั้นเสนอต่อผู้จัดการตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าถูกต้อง ผู้จัดการจะลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวส่งคืนให้แก่พนักงานสินเชื่อเพื่อนำเสนอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้โจทก์ที่ 2 ต่อไป จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงินดังกล่าวไปในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์แทนผู้จัดการโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่านายเชื่อมถึงแก่ความตายแล้ว

อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาลว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมปลอมคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน และไม่ได้ใช้คำขอกู้และหนังสือกู้เงินปลอม จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสองตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาทำลายบัญชีเงินกู้ของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ และจะลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใด โจทก์มีนายทวีเบิกความว่า พยานเรียกนางบังอรนักการภารโรงโจทก์ที่ 2 มาให้ถ้อยคำได้ความว่า

จำเลยที่ 1 ใช้นางบังอรนำบัญชีเงินกู้ที่แท้จริงไปเผาไฟทิ้ง โดยมีนางบังอรเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 นำบัญชีเงินกู้ที่ไม่ตรงต่อความจริงตามบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.14 แผ่นที่ 1 ถึง 4 ให้พยานนำไปสับเปลี่ยนกับบัญชีเงินกู้ที่แท้จริงตามเอกสารหมาย จ.15 แผ่นที่ 1 ถึง 4 แล้วพยานนำบัญชีเงินกู้ที่แท้จริงไปเผาไฟทำลายตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคำให้การที่เป็นผลร้ายต่อตนเองโดยไม่มีเหตุที่จะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่า นางบังอรเบิกความตามความสัตย์จริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาทำลายบัญชีเงินกู้ ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จะลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้กระทำผิดเองหรือผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดหรือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของผู้อื่น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 บัญญัติว่า "ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด" และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" หมายความว่า ผู้ใช้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยผู้ถูกใช้รู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด หากผู้ถูกใช้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หากผู้ถูกใช้ไม่กระทำผิดตามที่ถูกใช้

ผู้ใช้ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนด คดีนี้นางบังอรเป็นนักการภารโรงไม่มีส่วนได้เสียในบัญชีเงินกู้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างหรือให้ประโยชน์แก่นางบังอรในการเผาทำลายบัญชีเงินกู้ จึงไม่มีเหตุที่นางบังอรต้องเผาบัญชีเงินกู้ หากนางบังอรทราบว่าการเผาทำลายบัญชีเงินกู้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นางบังอรก็คงไม่กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากนางบังอรอาจต้องรับโทษโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่นางบังอรยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาคงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาบัญชีเงินกู้นั้น จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด

เพราะนางบังอรผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้นางบังอรเป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ใช้ให้นางบังอรกระทำความผิด แต่ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในคำฟ้องในสาระสำคัญ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้น

ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ที่ 2 ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินได้อาศัยอำนาจหน้าที่ทำการทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเอง ทำให้เสียชื่อเสียงและความเชื่อถือของสมาชิกและประชาชนทั่วไป เป็นผลเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อย่างมาก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษนั้นนับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 188 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้