คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายแร่ดีบุก ขอให้จำเลยส่งแร่ 50 ตัน กับรับชำระราคาจากโจทก์สองแสนบาท กับใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ห้าหมื่นบาทจำเลยต่อสู้ว่าไม่มีสัญญาต่อกันศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชนะคดี แต่มีความเห็นแย้งจำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2486 โจทก์มีหนังสือถึงผู้จัดการบริษัทจำเลยว่า โจทก์มีความประสงค์ขอซื้อแร่ดีบุก 60 ตันเพื่อส่งออกนอกประเทศ แต่จะขอซื้อวันนี้เพียง10 ตันก่อน ที่เหลือจะขอซื้อเป็นคราว ๆ จนกว่าจะหมด มีบันทึกของผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ท้ายหนังสือนั้นว่า ตกลงขายให้ 10 ตันก่อน และมีคำสั่งให้ดำเนินการ และลงวันที่ 25 กันยายน 2486
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าดีบุก 60 ตันนั้นโจทก์บอกไว้เป็นเชิงปรารถไม่ใช่คำมั่นว่าจะซื้อ และกรณีนี้เป็นเรื่องคำเสนอแก่ผู้อยู่เฉพาะหน้าซึ่งย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 356 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำเสนอในดีบุกอีก 50 ตันยังมีอยู่จนจำเลยทำการสนองรับในวันที่ 20 ธันวาคม 2486 ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะคำเสนอไม่มีแล้วหนังสือฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2486 ที่ฝ่ายจำเลยมีถึงโจทก์มีความว่า ตามที่บริษัทตกลงขายดีบุกให้ 60,000 ก.ก. รับไปแล้ว 11,029 ก.ก.เศษ เหลืออีก 48,970 ก.ก. เศษ บริษัทอยากทราบว่าท่านจะมารับเมื่อไร ฝ่ายโจทก์ว่าเมื่อรับหนังสือนี้แล้วก็รีบไปติดต่อเพื่อขอรับแร่ แต่ขอผัดรับแร่เพราะมีอุปสรรคบางอย่างศาลฎีกาเห็นว่า
หนังสือนั้นไม่มีข้อความเป็นคำสนอง เป็นแต่กล่าวท้าวถึงสิ่งซึ่งไม่มี จึงกลายเป็นคำเสนอใหม่ตาม มาตรา 359 ไม่ได้และศาลฎีกาเห็นว่าการที่บุคคล 1 บอกขายทรัพย์ อีกคน 1 ตอบว่าเต็มใจซื้อ แต่เวลานี้ยังมีอุปสรรคหรือไม่มีเงินนั้นจะถือว่าเป็นคำสนองตลอดไปจนกว่าจะมีเงินไม่ได้ข้อที่ศาลอุทธรณ์ว่าแม้ไม่มีความตกลงในเดือนกันยายน ก็เกิดความตกลงในเดือนธันวาคมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์