Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2550 (เลขอ้างอิง 410601)

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปรากฏตามสัญญาการโอนกิจการว่า โดยที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสอง มีนโยบายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและสะดวกต่อการกำกับดูแลรวมทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยการลดหรือใช้ต้นทุนร่วมกัน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจึงเห็นควรให้มีการโอนกิจการจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมด ยกเว้นลูกหนี้ที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รวมทั้งรับพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่สมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในโครงการโอนกิจการที่เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และปรากฏตามโครงการโอนกิจการที่จำเลยที่ 1 จัดทำเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทราบว่า จำเลยที่ 2 จะรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 ประมาณ 200 คน ตามความสมัครใจ ซึ่งผู้บริหารของจำเลยทั้งสองจะได้พิจารณาร่วมกันต่อไป ดังนั้น การโอนกิจการดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสองให้การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นโดยมีข้อตกลงรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ด้วย การที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ทั้งห้าว่าไม่มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับโจทก์ทั้งห้าและไม่สามารถรับโจทก์ทั้งห้าเข้าเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 ได้ และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า จึงเป็นการเลิกจ้างโดยจำเลยที่ 1 ผู้โอนกิจการและจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนกิจการมิได้ประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างพนักงาน ทั้งมิใช่เกิดจากการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งห้าจนถึงกับต้องถูกเลิกจ้าง ส่วนการจัดหาตำแหน่งงานให้โจทก์ทั้งห้าก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องพิจารณาร่วมกันให้โจทก์ทั้งห้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่เหมาะสมต่อไป เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นการเลิกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งห้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 ในตำแหน่งและหน้าที่เดิม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,800,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,780,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 7,388,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,119,880 บาท และโจทก์ที่ 5 จำนวน 3,316,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 80,645 บาท และโจทก์ที่ 5 จำนวน 44,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าจ้างในการปรับเงินเดือนขึ้นให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 25,200 บาท และโจทก์ที่ 5 จำนวน 13,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองทั้งห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 จำนวนคนละ 36,666.66 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 27,333.33 บาท และให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 66,666.66 บาท และค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 จำนวนคนละ 110,000 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 82,000 บาท และให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า คำขอนอกนั้นให้ยก โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสองทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่อาจสรรหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับโจทก์ทั้งห้าได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรแล้วนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏตามสัญญาการโอนกิจการส่วนแรกว่า โดยที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสอง มีนโยบายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและสะดวกต่อการกำกับดูแลรวมทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยการลดหรือใช้ต้นทุนร่วมกัน

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัตนาระบบสถาบันการเงินจึงเห็นควรให้มีการโอนกิจการจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมด ยกเว้นลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งรับพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่สมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 สัญญาข้อ 1 ระบุให้จำเลยที่ 1 ตกลงโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ตกลงรับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 สัญญาข้อ 4 ระบุให้จำเลยที่ 2 ตกลงรับพนักงานของจำเลยที่ 1 ที่สมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 ภายใต้เงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในโครงการโอนกิจการจำเลยที่ 1 ไปรวมกับจำเลยที่ 2 ที่เสนอธนาคารแห่งประเทศไทย และปรากฏตามโครงการโอนกิจการบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี

จำกัด ไปรวมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ที่จำเลยที่ 1 จัดทำเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทราบ ข้อ 3.1.5 ระบุว่า จำเลยที่ 2 จะรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 จำนวนประมาณ 200 คน ตามความสมัครใจ ซึ่งผู้บริหารของจำเลยทั้งสองจะได้พิจารณาร่วมกันต่อไป ดังนั้น การโอนกิจการดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ในกิจการของจำเลยทั้งสองให้การบริหารหนี้ด้อยคุณภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นโดยมีข้อตกลงรับโอนพนักงานของจำเลยที่ 1 ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ด้วย

การที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ทั้งห้าว่าไม่มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับโจทก์ทั้งห้าและไม่สามารถรับโจทก์ทั้งห้าเข้าเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 ได้และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 จึงเป็นการเลิกจ้างโดยจำเลยที่ 1 ผู้โอนกิจการและจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนกิจการมิได้ประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างพนักงาน ทั้งมิใช่เกิดจากการกระทำความผิดใดของโจทก์ทั้งห้าจนถึงกับต้องถูกเลิกจ้าง ส่วนการจัดตำแหน่งงานให้โจทก์ทั้งห้าก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องพิจารณาร่วมกันให้โจทก์ทั้งห้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่เหมาะสมต่อไป เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นการเลิกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า เมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ทั้งห้าทราบ โจทก์ทั้งห้ายอมรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยโดยไม่โต้แย้งเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งห้ายินยอมพร้อมใจตกลงสิ้นสุดสัญญาจ้าง มิใช่การเลิกจ้างโดยนายจ้างฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือยืนยันการไม่รับโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพื่อให้เห็นว่าการที่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ทำงานเป็นการพร้อมใจตกลงสิ้นสุดสัญญาจ้าง จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับอุทธรณ์ประการแรกของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับโอนโจทก์ทั้งห้ากลับเข้าทำงาน ซึ่งโจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่ามีสิทธิได้รับโอนตามสัญญาการโอนกิจการนั้น เห็นว่า ตามข้อสัญญาระบุให้จำเลยที่ 2 ตกลงรับพนักงานของจำเลยที่ 1 เข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ดังนั้น ในเวลาที่รับโอนกิจการของจำเลยที่ 1 บุคคลที่จะได้รับโอนจึงต้องมีฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามสัญญาโอนกิจการข้อ 9 ระบุให้สัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไป ในวันดังกล่าวโจทก์ทั้งห้าจะต้องมีฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงจะได้รับการโอนเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยให้มีผลวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 โจทก์ทั้งห้าจึงมิใช่พนักงานของจำเลยที่ 1 ในขณะที่สัญญาการโอนกิจการมีผลใช้บังคับ

ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ทั้งห้าได้แสดงความสมัครใจทำงานกับจำเลยที่ 2 แล้วก็ตาม แต่ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 อันเป็นวันโอนกิจการโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาการโอนกิจการจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ประการสุดท้ายโดยขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเงินค้างชำระเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับโอนกิจการนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 โดยโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้ประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างพนักงาน และมิใช่เกิดจากการกระทำความผิดใดของโจทก์ทั้งห้า

จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าในฐานะนายจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ทุกชนิด หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าโดยผลแห่งสัญญาการโอนกิจการ ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเงินค้างชำระต่อโจทก์ทั้งห้า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพียงจำเลยที่ 2 ที่ต้องรับผิดจ่ายเงินค้างชำระแก่โจทก์ทั้งห้าโดยให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในเงินค้างชำระแก่โจทก์ทั้งห้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิทยา บุญชู · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.846 - 850/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1318/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 714141)

หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 721948)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 705285)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 717471)

การเลิกจ้างด้วยเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการของนายจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2567

กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 เป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้