Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2519 (เลขอ้างอิง 40955)

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลย 13 สำนวน สำนวนละหลายข้อหา เมื่อข้อหาฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยสำนวนละ 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ลงโทษจำคุกสำนวนละ 2 ปี 6 เดือน และข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกสำนวนละ 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ลงโทษจำคุกสำนวนละ 1 ปี นั้น เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและโทษของแต่ละกระทงความผิดและของแต่ละสำนวนที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยไม่เกิน 5 ปีคดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญามาตรา 218 จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนตามฟ้องจำเลยไม่ได้รับแจ้งข้อหาและปรึกษาทนายความกับจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง และที่โจทก์จำเลยต่างฎีกาว่ากำหนดโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงมานั้นหนักหรือเบาเกินไป เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ใบเสร็จรับเงินซึ่งทางราชการออกให้แก่ผู้มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีรถยนต์เป็นหลักฐานแสดงว่าทางราชการได้รับชำระค่าภาษีรถยนต์ไว้แล้วและมีผลทำให้การเก็บภาษีรถยนต์ของรัฐเป็นอันเสร็จสิ้นไป จึงเป็นเอกสารราชการ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแผนกทะเบียนยานพาหนะปลอมใบเสร็จรับเงินแล้วใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานประทับลงในใบเสร็จรับเงินนั้น ก็โดยเจตนาทำใบเสร็จรับเงินปลอมทั้งฉบับ เพื่อให้เห็นว่าเป็นใบเสร็จรับเงินที่แท้จริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามมาตรา 266 และ 253

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์และจำเลยเป็นคน ๆ เดียวกัน โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็น 13 สำนวนขอให้ลงโทษจำเลยฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดเกี่ยวกับดวงตราและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 151, 157, 161, 253, 264, 265, 266 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 7, 13 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2 ริบใบรับเงินของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 19,577 บาท 50 สตางค์ แก่กรมตำรวจและนับโทษต่อกันทั้ง 13 สำนวนจำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา และรับว่าเป็นคนเดียวกันทั้ง 13 สำนวนศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 จำคุกจำเลยสำนวนละ 10 ปี

รวม 12 สำนวน จำคุก 120 ปี ตามมาตรา 253 ประกอบด้วยมาตรา 251 จำคุกสำนวนละ 2 ปี รวม 12 สำนวนจำคุก 24 ปีและตามมาตรา 266 จำคุกสำนวนละ 5 ปี รวม 12 สำนวน จำคุก 60 ปี รวม 204 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 102 ปี (ที่ลงโทษ 12 สำนวนเพราะมีคดีหนึ่งที่โจทก์ได้แยกฟ้องข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กับข้อหาความผิดเกี่ยวกับดวงตราและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร เป็น 2 สำนวน) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 19,577 บาทแก่กรมตำรวจ คดีทั้ง 13 สำนวน ศาลได้รวมพิจารณาแล้วจึงไม่จำต้องนับโทษต่อ ข้อหาอื่นให้ยกจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า มูลเหตุที่จำเลยใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานประทับในใบเสร็จรับเงินปลอม เพราะต้องการให้ใบรับเงินมีความแนบเรียบร้อยยิ่งขึ้น

จำเลยมีจุดประสงค์เพียงต้องการปลอมใบรับเงินอย่างเดียวเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 สำนวนละ 5 ปีรวม 12 สำนวน จำคุก 60 ปี และตามมาตรา 266 สำนวนละ 2 ปี รวม 12 สำนวนจำคุก 24 ปี รวม 84 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 42 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์จำเลยต่างฎีกาทุกสำนวน มีปัญหารวม 5 ประเด็น คือ1. การสอบสวนคดีตามฟ้อง จำเลยได้รับแจ้งข้อหาและปรึกษาทนายความแล้วหรือไม่2. จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่3. ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีรถยนต์เป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการหรือไม่4. การที่จำเลยนำดวงตราเจ้าพนักงานประทับลงในใบเสร็จรับเงินปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ เป็นความผิดหลายกระทง5.

กำหนดโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงมานั้น หนักหรือเบาเกินไปหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีทั้ง 13 สำนวนนี้ สำหรับข้อหาฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกสำนวนละ 5 ปี แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ลงโทษจำคุกสำนวนละ 2 ปี 6 เดือน และข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสารศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 2 ปี 6 เดือน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 1 ปีนั้น เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และโทษของแต่ละกระทงความผิดและของแต่ละสำนวนที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ดังนั้น ตามประเด็นข้อ 1, ข้อ 2 และ ข้อ 5 ที่โจทก์จำเลยฎีกามานั้นต่างก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทมาตราดังกล่าวในประเด็นข้อ 3

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ใบเสร็จรับเงินหาใช่เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการไม่ เพราะใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่เจ้าของรถยนต์นั้น ก็เพื่อนำไปรับเอกสารแสดงการเสียภาษีรถยนต์(ป้ายวงกลม) เท่านั้น จึงมิได้เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน หรือระงับซึ่งสิทธิใด ๆ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ เห็นว่า "เอกสารสิทธิ" หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการ ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิและ "เอกสารราชการ" หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่และให้หมายรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วยดังนั้น เมื่อการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีรถยนต์ย่อมเป็นหลักฐานแสดงว่าทางราชการได้รับชำระค่าภาษีรถยนต์ไว้ตามที่ผู้มีหน้าที่ต้องชำระได้ชำระแล้ว

มีผลทำให้การเก็บภาษีรถยนต์ของรัฐเป็นอันเสร็จสิ้นไป ฉะนั้น จึงถือได้ว่าใบเสร็จรับเงินค่าภาษีรถยนต์ที่ทางราชการออกให้เป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266ประเด็นข้อ 4

โจทก์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยปลอมใบรับเงินอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 แล้วจำเลยได้ใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานประทับในใบเสร็จรับเงินซึ่งจำเลยทำปลอมขึ้นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 253นั้น จึงมิใช่การกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หากแต่เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เห็นว่า การที่จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินแล้วใช้ดวงตราของเจ้าพนักงานประทับลงไปด้วยนั้น ก็โดยเจตนาที่จะทำใบเสร็จรับเงินปลอมทั้งฉบับและให้เห็นว่าเป็นใบเสร็จรับเงินที่แท้จริง เมื่อกรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะแยกการกระทำความผิดออกจากกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สอน ไชยสุต · ธานินทร์ กรัยวิเชียร · เพียร ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้