Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4089/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สับปะรด เป็นพืชถาวรจำพวกใบเลี้ยงเดี่ยว ที่มีอายุหลายปี ลำต้นสับปะรด ไม่มีเนื้อไม้ให้เห็นเด่นชัด สับปะรด จึงไม่ใช่ไม้ยืนต้น นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของจำเลยที่ 1ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลาอำเภอศรีราชาและตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุงจังหวัด ชลบุรี พ.ศ. 2521 คณะกรรมการเวนคืนดังกล่าวย่อมมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนให้ตกลงกันในเรื่องจำนวนค่าทดแทนตามมาตรา 18222526แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะพิพาท เมื่อคณะกรรมการเวนคืนได้รับการแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการเวนคืนแต่งตั้งย่อมเป็นตัวแทนของคณะกรรมการเวนคืนดังนั้นการกระทำของคณะอนุกรรมการดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและข้อตกลงที่คณะอนุกรรมการได้กระทำไว้กับโจทก์จึงเป็นการกระทำแทนคณะกรรมการเวนคืนและเมื่อคณะกรรมการเวนคืนก็ได้เห็นชอบตามข้อตกลงดังกล่าว จึงย่อมมีผลใช้บังคับ.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ที่ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ ตำบลทุ่งสุขลาอำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีพ.ศ. 2521 และเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากการถูกเวนคืนทรัพย์สินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนคือที่ดินจำนวน 40 แปลง เป็นเงินค่าทดแทนจำนวน 5,856,875 บาท อาคารสิ่งปลูกสร้าง 37 หลังเป็นเงินค่าทดแทนจำนวน 1,124,508 บาท สิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนไม่ได้ (บ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อเลี้ยงปลา) จำนวน 58 บ่อ เป็นเงินค่าทดแทนจำนวน 16,210,221 บาท ไม้ยืนต้นจำนวน 35 รายการเป็นเงินค่าทดแทนจำนวน 2,838,490 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น26,030,094 บาท โจทก์กับคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ทำความตกลงเรื่องเงินค่าทดแทนกันเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 23กันยายน 2524 ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงและรายละเอียดทรัพย์สินที่ถูกเวนคืน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 หลังจากทำความตกลงกับโจทก์แล้วคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้เสนอเรื่องดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อำนวยการและกรรมการจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ดำเนินการเบิกเงินมาจ่ายให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง แต่จำเลยทั้งสองกลับนำข้อตกลงดังกล่าวอันเป็นข้อตกลงที่ยุติแล้วเสนอและนำเข้าประชุมระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวอนุมัติการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์และผู้มีสิทธิอื่น ที่ประชุมมีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์และผู้มีสิทธิอื่นตามจำนวนที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์และผู้มีสิทธิอื่น แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกเงินค่าทดแทนดังกล่าวมาแล้ว

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 ได้มีมติให้จ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์เฉพาะค่าที่ดิน อาคารสิ่งปลูกสร้าง และไม้ยืนต้นอื่นเป็นเงิน 7,076,613 บาท ส่วนต้นสับปะรด ต้นยูคาลิปตัสบ่อเลี้ยงกุ้ง และบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งมีค่าทดแทนส่วนนี้รวมกันจำนวน18,953,481 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมจ่ายให้โจทก์โดยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่มีอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอศรีราชา และอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2516 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่1 มกราคม พ.ศ. 2517 ความจริงแล้วโจทก์ได้ขุดบ่อเลี้ยงกุ้งบ่อเลี้ยงปลา และปลูกต้นยูคาลิปตัส ต้นสับปะรดมาก่อนพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ และได้บำรุงรักษาผลประโยชน์ตลอดมา

เมื่อวันที่18 เมษายน 2525 จำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าทดแทนค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้อื่น ๆ เป็นเงิน 7,076,613 บาท ให้แก่โจทก์ยังคงค้างอีก 18,953,481 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสิบหกต้องรับผิดจ่ายเงินค่าทดแทนที่ยังค้างอยู่ดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสิบหกไม่ใช้เงินค่าทดแทนซึ่งได้กำหนดไว้ตามข้อตกลงภายใน 90 วันนับแต่วันที่ 23 กันยายน 2524 จำเลยทั้งสิบหกจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 16ชำระเงินค่าทดแทนที่ค้างอยู่แก่โจทก์จำนวน 18,953,481 บาทพร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 8 ถึงที่ 16 ยื่นคำให้การมีใจความทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 2 กระทำในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์และเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3ถึงที่ 16 กระทำในฐานะเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 2ถึงที่ 16 จึงไม่ต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัว

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างใดบ้าง สำหรับค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 รับผิดฐานละเมิดในฐานะส่วนตัวนั้นขาดอายุความแล้ว เพราะล่วงเลยกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 บันทึกข้อตกลงระหว่าคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กับโจทก์ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 นั้น ได้กระทำขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือขณะประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอศรีราชา และอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2516นั้น โจทก์มีบ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อเลี้ยงปลา

อยู่ในบริเวณที่ที่ถูกเวนคืนเพียง 6 บ่อเท่านั้น แต่คณะกรรมการเวนคืนได้ตกลงจ่ายค่าทดแทนส่วนนี้ให้โจทก์เป็นจำนวนถึง 58 บ่อ ค่าทดแทนส่วนนี้จึงสูงกว่าความเป็นจริงและขณะประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวโจทก์ไม่มีต้นยูคาลิปตัสและต้นสับปะรดอยู่ในบริเวณที่ถูกเวนคืนสำหรับต้นสับปะรดไม่ใช่ไม้ยืนต้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน การที่คณะกรรมการเวนคืนได้ตกลงจ่ายค่าทดแทนสำหรับต้นสับปะรดให้แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ถูกต้อง จำเลยต่อสู้อีกว่กรรมการเวนคืนที่ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1ไม่ใช่กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ลงชื่อในบันทึกจึงกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ

บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย และบุคคลที่ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นผู้แทนหรือตัวแทนของจำเลย และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทนได้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามฟ้อง การเรียกดอกเบี้ยของโจทก์เป็นการเรียกร้องเกินกว่าเหตุ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน3,403,640.42 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 3,234,965 บาท นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2524 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน16,745,551 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2524 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้จึงมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้เงินค่าทดแทนบ่อเลี้ยงกุ้ง

บ่อเลี้ยงปลา ต้นยูคาลิปตัส และต้นสับปะรด ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2521 จำนวน 6 คน ตามเอกสารหมาย ล.27 เช่นนี้คณะกรรมการเวนคืนดังกล่าวย่อมมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนให้ตกลงกันในเรื่องจำนวนค่าทดแทนตามมาตรา 18, 22, 25, 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะพิพาท

เมื่อคณะกรรมการเวนคืนได้รับการแต่งตั้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการเวนคืนแต่งตั้งย่อมเป็นตัวแทนของคณะกรรมการเวนคืน ดังนั้น การกระทำของคณะอนุกรรมการดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย และข้อตกลงที่คณะอนุกรรมการได้กระทำไว้กับโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5จึงเป็นการกระทำแทนคณะกรรมการเวนคืนและคณะกรรมการเวนคืนก็ได้เห็นชอบตามข้อตกลงดังกล่าวจึงย่อมมีผลใช้บังคับ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าข้อตกลงต่าง ๆ ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมายจ.1 ถึง จ.5 ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้ได้ความจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อคณะอนุกรรมการได้ทำความตกลงกับโจทก์และบันทึกข้อตกลตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 แล้ว

ได้เสนอข้อตกลงดังกล่าวต่อคณะกรรมการเวนคืน คณะกรรมการเวนคืนเห็นชอบตามข้อตกลงดังกล่าวจึงได้เสนอต่อจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้เสนอข้อตกลงดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 ต่อคณะกรรมการจำเลยที่ 1ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 เป็นกรรมการเพื่อพิจารณา เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 ได้พิจารณาแล้วจึงมีมติอนุมัติให้จำเลยที่ 1จ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ได้ตามจำนวนเงินตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 เหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งหมดเนื่องจากมีการร้องเรียนจากสหภาพแรงงานของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย

จ.1 ถึง จ.5นั้น คณะกรรมการเวนคืนเห็นชอบด้วยกับคณะอนุกรรมการที่ได้พิจารณาและพยายามทำความตกลงกับโจทก์ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทนอันจะต้องใช้ให้ การที่คณะอนุกรรมการได้ทำความตกลงกับโจทก์ดังกล่าวและโจทก์ยินยอมตกลงด้วยนั้น คณะอนุกรรมการคงต้องพิจารณาเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินของโจทก์มีมาก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอศรีราชาและอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2516 ใช้บังคับ ทั้งเมื่อคณะกรรมการเวนคืนเสนอบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5ต่อคณะกรรมการจำเลยที่ 1 คือจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 คณะกรรมการจำเลยที่ 1 ก็เห็นชอบและอนุมัติให้จ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ได้ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

หากคณะอนุกรรมการไม่มีอำนาจกระทำการแทนคณะกรรมการเวนคืน คณะกรรมการจำเลยที่ 1 ก็น่าจะคัดค้านหรือทักท้วงและมีอำนาจที่จะไม่อนุมัติให้จ่ายเงินทดแทนตามบันทึกดังกล่าวได้แต่คณะกรรมการจำเลยที่ 1 ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ จึงแสดงว่าบันทึกข้อตกลงที่คณะอนุกรรมการทำไว้กับโจทก์โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการเวนคืนแล้ว เป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นข้อตกลงที่ถูกต้องตามความเป็นธรรมตามความเห็นของคณะกรรมการเวนคืนและของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ซึ่งได้อนุมัติให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทให้แก่โจทก์ได้ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เหตุที่จำเลยที่ 1ไม่จ่ายเงินทดแทนให้โจทก์ทั้ง ๆ ที่ได้เบิกเงินทดแทนจำนวนตามบันทึกข้อตกลงจากกระทรวงการคลังมาแล้ว

ก็เนื่องจากมีการร้องเรียนจากสหภาพแรงงานของจำเลยที่ 1 คัดค้านการจ่ายเงินทดแทนรายนี้ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการเวนคืนได้แต่งตั้งไปทำข้อตกลงกับโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้กระทำไปโดยไม่ชอบหรือโดยไม่สุจริตแต่ประการใด เชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 ถึงจ.5 มีอยู่ก่อนที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอศรีราชาและอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีพ.ศ. 2516 ประกาศใช้บังคับ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าบ่อเลี้ยงกุ้ง บ่อเลี้ยงปลา ต้นยูคาลิปตัส และต้นสับปะรด มีมาก่อนพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวประกาศใช้ ทั้งไม่มีข้อโต้เถียงว่าราคาเป็นธรรมหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยถึงราคาทรัพย์สินดังกล่าวเพราะคณะอนุกรรมการได้ตกลงกำหนดราคาไว้โดยโจทก์ยอมรับและผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการเวนคืนและคณะกรรมการจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้วย่อมถือได้ว่าเป็นการกำหนดราคาที่ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว

ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าทดแทนบ่อเลี้ยงกุ้งบ่อเลี้ยงปลา และต้นยูคาลิปตัส ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นคดีคงมีปัญหาต่อไปว่าต้นสับปะรดเป็นไม้ยืนต้นตามมาตรา 11(4)แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วได้ความจากคำเบิกความของหม่อมหลวงจารุพันธ์ทองแถม พยานจำเลยซึ่งรับราชการในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ติดต่อและสอบถามมายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าสับปะรดเป็นไม้ยืนต้นหรือไม่ ตามหนังสือสอบถามเอกสารหมาย ล.46 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มอบเรื่องให้พยานเป็นผู้วินิจฉัย พยานวินิจฉัยแล้วว่า คำว่าไม้จะต้องมีเนื้อไม้ และยืนต้นจะต้องเป็นต้นที่มีลำต้นยืนขึ้นไปในอากาเป็นลำต้นเดี่ยว ซึ่งเป็นลำต้นประธาน จึงจะเรียกว่าไม้ยืนต้นได้ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า "ทรี" ยกตัวอย่างไม้ยืนต้น เช่น ต้นมะขามมะม่วง ขนุน เงาะ ลำไย เป็นต้น ส่วนสับปะรดในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า"ทรี" แต่เป็นพืชถาวรหรือพืชหลายฤดู และไม่ใช่พืชล้มลุกลำต้นสับปะรไม่มีเนื้อไม้ให้เห็นเด่นชัดดังเช่นไม้ยืนต้นอื่น

ๆ พยานจึงวินิจฉัว่าสับปะรดไม่ใช่ไม้ยืนต้น แต่เป็นพืชถาวรจำพวกใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.47 และตำราในมหาวิทยาลัยก็ยึดหลักที่ว่าสับปะรดไม่ใช่ไม้ยืนต้น จนกระทั่งปัจจุบันนี้เห็นว่า คำเบิกความของหม่อมหลวงจารุพันธ์พยานจำเลยมีเหตุผลประกอบด้วยหลักวิชาการน่าเชื่อถือมีน้ำหนักดีกว่าคำเบิกความของนายทนงจิตร วงษ์ศิริ พยานโจทก์ซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่เบิกความประกอบความเห็นตามเอกสารหมาย จ.36 ว่า ต้นสับปะรดเป็นไม้ยืนต้นอายุสั้นแต่พยานปากนี้เคยให้ความเห็นแก่จำเลยมาก่อนว่ต้นสับปะรดเป็นพืชล้มลุกถาวรเช่นเดียวกับต้นกล้วยตามเอกสารหมายล.45 ดังนี้ การให้ความเห็นของนายทนงจิตรพยานโจทก์จึงไม่แน่นอนไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และไม่สามารถหักล้างคำวินิจฉัยของหม่อมหลวงจารุพันธ์พยานจำเลยได้

เมื่อได้พิจารณาตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 แล้ว คำว่า "ยืนต้น" หมายถึงเรียกต้นไม้ใหญ่ที่มีผลและอายุยืนนาน ส่วนคำว่า "สับปะรด" คือชื่อพรรณไม้ชนิดหนึ่ง ผลมีตาโดยรอบ รสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ใบเป็นกาบยามีหนามและมีใย ไม่มีลำต้นปรากฏบนพื้นดิน หรือตามพจนานุกรมฉบับเดียวกันนี้ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2530 ก็ได้ให้ความหมายพืชชนิดนี้ว่า "ชื่อไม้ล้มลุก...ไม่มีลำต้นปรากฏบนพื้นดิน..."เช่นนี้เห็นว่า ต้นสับปะรดแม้จะแตกหน่อมีอายุหลายปี แต่ก็เป็นพืชชนิดที่ไม่ใช่ไม้ยืนต้นตามคำวินิจฉัยของหม่อมหลวงจารุพันธ์พยานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนต้นสับปะรดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนบ่อเลี้ยงกุ้งและบ่อเลี้ยงปลา

จำนวน 58 บ่อ เป็นเงิน16,210,221 บาท กับค่าต้นไม้ยืนต้นเว้นต้นสับปะรด เป็นเงินอีก535,330 บาท รวมเป็น 16,745,551 บาท นั้น ปรากฏตามบัญชีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกเวนคืนประเภทต้นไม้ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยแยกต้นไม้เป็น 3 จำพวก คือ ต้นยูคาลิปตัส เป็นเงิน 440,100 บาท ต้นสับปะรด เป็นเงิน 2,303,160 บาท และต้นไม้อื่นเป็นเงิน 95,230 บาท เฉพาะค่าทดแทนต้นไม้อื่น ๆ จำนวน 95,230 บาทนั้น จำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าทดแทนให้โจทก์รับไปพร้อมกับค่าเวนคืนที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารตามเอกสารหมาย จ.6แล้ว ดังนั้นศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขค่าทดแทนส่วนนี้ให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 16,650,321 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23ธันวาคม 2524 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับกันไปทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สหัส สิงหวิริยะ · มงคล เปาอินทร์ · ถาวร ตันตราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้