Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2518 (เลขอ้างอิง 40863)

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้ามรดกมีทายาท 9 คนรวมทั้งโจทก์และ พ. กับ น.จำเลยในคดีนี้ด้วย ทายาทอื่น 3 คน เคยฟ้องโจทก์ขอแบ่งที่พิพาทอันเป็นที่ดินมรดกซึ่งโจทก์มีชื่อใน น.ส.3 แทน ทายาทจำเลยให้การสู้คดีโดยอ้างว่าได้ครอบครองเพื่อตนคดีนั้นศาลพิพากษาถึงที่สุดให้แบ่งที่พิพาทเป็น 9 ส่วน ให้ทายาทที่ฟ้องคนละ 1 ส่วน การที่โจทก์ถูกฟ้องและให้การต่อสู้คดีโดยอ้างว่าได้ครอบครองเพื่อตนนั้นหาใช่เป็นการบอกกล่าวไปยังทายาทอื่นที่ไม่ได้ฟ้องด้วยว่าโจทก์จะไม่เจตนายึดถือที่พิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกไว้แทนต่อไปไม่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาทอื่นว่าไม่เจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทนต่อไป ก็ต้องถือว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นด้วยดังเดิม พ. และ น. จำเลยคดีนี้ยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทในส่วนที่ยังมิได้โต้แย้งกัน ทั้งการฟ้องคดีขอแบ่งที่พิพาทอันเป็นมรดกนั้น ทายาทอื่นซึ่งมีส่วนอยู่ด้วยไม่จำต้องฟ้องคดีหมดทุกคนก็ย่อมได้สิทธิตามส่วนที่จะรับมรดกตามคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงส่วนของทายาทนั้นๆ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นจะอ้างเอาการต่อสู้คดีดังกล่าวว่าเป็นการเข้าแย่งการครอบครองเองหาได้ไม่ และไม่อยู่ในบังคับของเวลาสำหรับเรียกร้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เมื่อคดีก่อนนั้นศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทไว้แทนทายาทอื่นซึ่งรวมถึง พ. และ น. จำเลยคดีนี้ด้วย พ. และน. ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่ออำเภอขอให้ใส่ชื่อของตนใน น.ส.3 ตามสิทธิของตนได้เมื่อใส่แล้วก็มีความชอบธรรมที่จะโอนขายส่วนของตนให้ผู้อื่นไปโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยลงลายพิมพ์นิ้วมือตั้ง พ. เป็นทนายความแม้จะมีพยานลงชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือเพียงคนเดียว แต่ พ. ก็ได้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาในฐานะทนายของจำเลยมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงชั้นอุทธรณ์ โดยจำเลยยอมรับเอาผลของการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นตลอดมา และโจทก์ก็มิได้คัดค้านประการใดมาแต่ต้นดังนี้ พ. จึงมีอำนาจที่จะฎีกาในฐานะทนายของจำเลยได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษารวมกันโจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนใจความว่า โจทก์มีที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) อยู่แปลงหนึ่ง เนื้อที่ดิน 63 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา ต่อมาโจทก์ได้โอนให้ผู้มีชื่อไป 21 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา คงเหลืออยู่ 42 ไร่ 2 งาน48 ตารางวา เมื่อปี พ.ศ. 2492 บิดาโจทก์ถึงแก่กรรม และปี พ.ศ. 2508 มารดาโจทก์ถึงแก่กรรมอีก บิดามารดาโจทก์มีทายาท 9 คน ต่อมาทายาท 3 คนฟ้องคดีขอแบ่งที่ดินแปลงนี้ ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้แบ่งที่ดินแปลงนี้ออกเป็น9 ส่วน ให้ทายาทที่ฟ้องคดีคนละส่วน คงเหลือที่ดินเป็นของโจทก์อยู่ 44 ไร่48 ตารางวาโจทก์กล่าวฟ้องในสำนวนแรกว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2513 นางพิมพ์จำเลยได้สมคบกับนายมูลจำเลย

นายมณีจำเลย และนายบุญชัดจำเลยซึ่งเป็นปลัดอำเภอและรักษาการแทนนายอำเภอบางขุนเทียน ได้มีเจตนาทุจริตใส่ชื่อนางพิมพ์จำเลยซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินลงในแบบ น.ส.3 ในที่ดินแปลงนี้ว่ามีส่วนในที่ดิน 7 ไร่ 40 ตารางวา ราคา 3,200 บาท และในวันเดียวกัน นางพิมพ์จำเลยได้โอนที่ดินให้แก่นายมูลจำเลยไปเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา และโอนให้นายมณีจำเลยไป 3 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา โดยนายมูลจำเลยและนายมณีจำเลยรู้ดีว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินนี้ และโดยนายบุญชัดจำเลยเป็นเจ้าพนักงานร่วมทุจริตทำหนังสือซื้อขายและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ในแบบ น.ส.3 โดยไม่ปิดประกาศขายให้ถูกต้อง เป็นการสมยอมกันโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และกล่าวฟ้องในสำนวนหลังว่าในวันเดียวกันนี้นางนิ่มจำเลยได้สมคบกับนายโชคชัยจำเลยและนายบุญชัดจำเลย โดยนายบุญชัดจำเลยใส่ชื่อนางนิ่มจำเลยมีส่วนอยู่ในที่ดินแปลงนี้ 7 ไร่ 40 ตารางวา

ราคา3,200 บาท แล้ววันเดียวกันนี้นางนิ่มจำเลยได้โอนสิทธิครอบครองให้นายโชคชัยจำเลยครอบครองทั้งหมด โดยนายโชคชัยจำเลยรู้ดีว่าที่ดินนี้เป็นของโจทก์และนางนิ่มไม่มีสิทธิครอบครอง และโดยที่นายบุญชัดเป็นเจ้าพนักงานทำการโดยทุจริตทำหนังสือซื้อขายให้โดยรู้ว่าผู้โอนไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ไม่ประกาศขายให้ถูกต้องเป็นการฉ้อโกงโจทก์อีกเช่นกัน โจทก์ทราบเรื่องการกระทำของจำเลยทั้งหมดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2513 ขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองสำนวนเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโจทก์เป็นโมฆะห้ามจำเลยทั้งหมดเกี่ยวข้องให้ถอนชื่อจำเลยที่ทำสัญญาโอนสิทธิครอบครองออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แล้วใส่ชื่อโจทก์ตามเดิมจำเลยทั้งสองสำนวนให้การ

แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งเป็นใจความว่านางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยเป็นบุตรร่วมบิดามารดากับโจทก์ บิดาตายก่อน มารดาตายทีหลังแล้วทายาทต่างครอบครองที่ดินแปลงนี้ร่วมกันมา โจทก์เพียงมีชื่อใน น.ส.3 แทนทายาท เมื่อนางพลอยมารดาตาย ทายาท 3 คนเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้ ขอแบ่งส่วนที่ดินตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5724/2509 ในที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์คดีนี้เพียงครอบครองที่ดินแทนทายาท พิพากษาให้แบ่งที่ดินออกเป็น 9 ส่วน ให้โจทก์คดีนี้แบ่งที่ดินให้ทายาท 9 คน คนละส่วนไป คำพิพากษาศาลฎีกาอ่านเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2513 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2513 บรรดาทายาทที่ฟ้องโจทก์นี้กับนางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลย กับทายาทอื่นได้ไถ่ถอนที่ดินแปลงนี้ที่จำนองสหกรณ์บางกระดี่ไม่จำกัดสินใช้มาแล้ว จึงขอให้เข้าชื่อร่วมใน

น.ส.3 กับโจทก์ โดยยื่นคำร้องต่อนายบุญชัดจำเลยซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วนางพิมพ์จำเลยได้ขายเฉพาะส่วนเนื้อที่ 7 ไร่ 40 ตารางวาให้นายมูลจำเลย 3 ไร่ 2 งาน 48ตารางวา และขายให้นายมณีจำเลย 3 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา ส่วนนางนิ่มจำเลยขายส่วนของตนทั้งหมดเนื้อที่ 7 ไร่ 40 ตารางวาให้นายโชคชัยจำเลยได้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายกันโดยทุจริต เปิดเผยและเสียค่าตอบแทน โดยนายบุญชัดจำเลยซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทำนิติกรรมจดทะเบียนสิทธิตามกฎหมาย เมื่อนายบุญชัดจำเลยสอบสวนเห็นว่านางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยมีสิทธิในที่ดินจริง จึงใส่ชื่อทายาทตามสิทธิและจัดการโอนซื้อขายให้ตามระเบียบ เอกสารที่ทำขึ้นจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย

โจทก์ทราบก็มิได้คัดค้านโจทก์ฟ้องคดีเป็นฟ้องซ้ำ สำนวนแรกนางพิมพ์จำเลยนายมูลจำเลยและนายมณีจำเลย ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ 40 ตารางวา ตาม น.ส.3ดังกล่าวเป็นที่ดินที่นางพิมพ์จำเลยมีส่วนได้รับเช่นเดียวกับโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5724/2509 ของศาลแพ่ง นิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสามชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่นายมูลจำเลย นายมณีจำเลยซื้อจากนางพิมพ์จำเลยเป็นของนายมูลจำเลยและนายมณีจำเลย สำนวนหลังนายโชคชัยจำเลยผู้รับซื้อที่ดินจากนางนิ่มจำเลยฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินเฉพาะส่วนเนื้อที่ 7 ไร่ 40 ตารางวาในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องนี้เดิมเป็นสิทธิครอบครองของนางนิ่มจำเลยและได้จดทะเบียนโอนขายให้นายโชคชัยจำเลยโดยถูกต้องแล้ว

ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองสำนวนใจความว่า ที่พิพาททั้งหมดเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองมาผู้เดียวแต่ครั้งบิดามารดามีชีวิตอยู่ตลอดมา เมื่อมารดาตายทีหลังโจทก์ได้แสดงชัดแจ้งต่อทายาทว่า ที่พิพาทโจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียว ไม่ยอมแบ่งให้ใคร จำเลยที่มีสิทธิไม่ทักท้วง นางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยซึ่งเป็นทายาทมิได้ฟ้องขอแบ่งมรดกภายในอายุความคดีจึงขาดอายุความ การโอนซื้อขายระหว่างจำเลยจึงเป็นโมฆะ เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน คำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5724/2509 ของศาลแพ่งไม่ผูกพันนางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยเพราะเป็นบุคคลภายนอกในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องนายบุญชัดจำเลยทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตในวันนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย แล้ววินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5724/2509 ของศาลแพ่งซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ครอบครองที่พิพาททั้งหมดแทนทายาทผู้มีสิทธิ คดีฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ นางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยผู้เป็นทายาทมีสิทธิในที่พิพาทและมีสิทธิจะโอนขายส่วนของตนไปได้ นายมูลจำเลย นายมณีจำเลยและนายโชคชัยจำเลยผู้ซื้อก็ซื้อจากผู้มีสิทธิที่จะขายได้โดยชอบ โจทก์ไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองสำนวน พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน และพิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองสำนวนมีผลบังคับระหว่างกันเองและใช้ยันโจทก์ได้

ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องเพื่อโต้แย้งสิทธิของจำเลยอีกโจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นับแต่จำเลย (คือโจทก์คดีนี้) ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5724/2509 ของศาลแพ่งถูกฟ้องคดีก็ได้ปฏิเสธไม่ยอมแบ่งที่พิพาทและแจ้งทายาททุกคนทราบแล้ว จากนี้ไปถือว่าโจทก์เปลี่ยนลักษณะการครอบครองเป็นการครอบครองเพื่อตน นับแต่เวลาตั้งแต่โจทก์ถูกฟ้องคดีและตั้งแต่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมแบ่งที่พิพาทเป็นต้นมาถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกิน 1 ปี นางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยหมดสิทธิที่จะฟ้องเรียกเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นายมูลจำเลย นายมณีจำเลย และนายโชคชัยจำเลยผู้ซื้อที่พิพาททั้งสองสำนวนนั้นจึงไม่ได้รับสิทธิในที่ดิน

เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยทั้งสองสำนวนจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง การซื้อขายระหว่างจำเลยด้วยกันไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองสำนวน ให้ถอนชื่อนางพิมพ์จำเลย นายมูลจำเลยนายมณีจำเลยนางนิ่มจำเลย และนายโชคชัยจำเลยออกจาก น.ส.3 และห้ามเกี่ยวข้องกับที่พิพาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองสำนวนจำเลยที่ 1, 2, 3 ในสำนวนแรก และจำเลยที่ 2 สำนวนหลังฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนเห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า มีเนื้อที่ 63 ไร่3 งานเศษ เป็นทรัพย์มรดกของนายโนตและนางพลอย แขกเต้าผู้วายชนม์และมีทายาททั้งหมด 9 คน ต่อมานางเปิ๊ดกับทายาทรวม 3 คนเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5724/2509 ของศาลแพ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

เมื่อนายโนตบิดาตาย นางพลอยมารดาได้เข้าปกครองที่พิพาทแทนทายาททั้งหลาย โดยเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ไม่จำกัดสินค้าใช้บางกระดี่แทนนายโนตสามี และฟังว่านางพลอยปกครองที่พิพาทร่วมกับทายาทอื่น ๆ ไม่เชื่อว่านายโนตยกที่พิพาทให้โจทก์คดีนี้ปกครองแต่ผู้เดียวพิพากษาให้แบ่งที่พิพาทออกเป็น 9 ส่วน ให้ทายาทที่ฟ้องคนละ 1 ส่วน (รวม3 คน) ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเรื่องนี้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2513 ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2513 นางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยยื่นคำร้องขอใส่ชื่อตนในแบบ น.ส.3 ที่อำเภอทางอำเภอไต่สวนคำร้องแล้วจึงใส่ชื่อบุคคลทั้งสองตามส่วนคนละ 7 ไร่ 40 ตารางวา ในแบบ น.ส.3 แล้วนางพิมพ์และนางนิ่มจำเลยโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายมูลจำเลย

นายมณีจำเลยและนายโชคชัยจำเลยไปในวันเดียวกัน โดยทำสัญญาซื้อขายชำระราคาที่ดินและจดทะเบียนการโอนกันที่อำเภอ ต่อมาโจทก์มาฟ้องคดีทั้งสองสำนวนนี้เมื่อวันที่ 22 และ 25 มิถุนายน 2513 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินเฉพาะส่วนของนางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลย ส่วนนางพิมพ์จำเลย นายมูลจำเลย นายมณีจำเลย กับนายโชคชัยผู้รับซื้อที่ดินจากนางนิ่มจำเลยฟ้องแย้งว่ามีสิทธิตามส่วนในคำพิพากษาศาลฎีกา ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว มีปัญหาว่าการที่โจทก์ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกถูกฟ้องขอแบ่งมรดกและโจทก์ให้การสู้คดีว่าได้ครอบครองปรปักษ์ จะใช้ยันทายาทอื่นที่มิได้ฟ้องคดีด้วยหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าเพียงแต่โจทก์ถูกฟ้องคดีและให้การต่อสู้คดีโดยอ้างอำนาจครอบครองว่าได้ครอบครองเพื่อตนนั้น หาใช่เป็นการบอกกล่าวไปยังทายาทอื่นที่มีส่วนครอบครองที่พิพาทว่าจะไม่เจตนายึดถือที่พิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกไว้แทนทายาทอื่นต่อไปไม่ และไม่อาจถือได้ว่าระหว่างฟ้องคดีฝ่ายที่ครอบครองได้ครอบครองที่พิพาทโดยสงบ ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาทอื่นว่าไม่เจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทนทายาทอื่นต่อไปก็ต้องถือว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นอยู่ดังเดิม จำเลยซึ่งเป็นทายาทอื่นคงเป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทที่ยังมิได้โต้แย้งนั้น ทั้งการฟ้องคดีที่ขอแบ่งที่พิพาทอันเป็นมรดกรวมกันนั้นก็เป็นการกระทำเพื่อทายาทอื่น ทายาทอื่นมีส่วนอยู่หาจำต้องฟ้องคดีหมดทุกคนไม่ และย่อมได้สิทธิตามส่วนที่จะรับมรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยถึงส่วนของทายาทนั้น

ๆ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นจะอ้างการสู้คดีว่าเป็นการเข้าแย่งการครอบครองหาได้ไม่ และไม่อยู่ในบังคับเวลาจำกัดที่จะเรียกร้องเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ส่วนปัญหาที่ว่านางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยซึ่งเป็นทายาทจะมีสิทธิขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดชื่อลงในแบบ น.ส.3 ตามส่วนที่ได้รับมรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้หรือไม่นั้นข้อนี้เห็นว่าเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกคือที่พิพาทไว้แทนทายาทอื่นซึ่งรวมถึงจำเลยคือนางพิมพ์และนางนิ่มซึ่งเป็นทายาทด้วยดังนี้ นางพิมพ์จำเลยและนางนิ่มจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอจดแจ้งชื่อลงในแบบ

น.ส.3 ตามสิทธิตามส่วนของตนได้ และมีความชอบธรรมที่จะโอนขายทรัพย์มรดกส่วนของตนไปได้ หาต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองสำนวนและยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นข้อที่โจทก์แก้ฎีกาโต้แย้งว่า นายพรชัยทนายความไม่มีอำนาจที่จะฎีกาในฐานะทนายความแทนนางพิมพ์จำเลย เพราะนางพิมพ์จำเลยลงลายพิมพ์นิ้วมือตั้งนายพรชัยเป็นทนายความ แต่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือเพียงคนเดียวนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อนางพิมพ์ตั้งนายพรชัยเป็นทนายความแล้ว นายพรชัยได้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาในฐานะทนายความของนางพิมพ์จำเลยมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แม้ในชั้นอุทธรณ์นายพรชัยก็ลงชื่อเป็นผู้แก้อุทธรณ์ในฐานะทนายของนางพิมพ์จำเลย นางพิมพ์จำเลยยอมรับเอาผลของการดำเนินกระบวนพิจารณาของนายพรชัยในฐานะทนายความของตนตลอดมา โดยโจทก์ก็มิได้คัดค้านประการใดมาแต่ต้น ดังนี้นายพรชัยจึงมีอำนาจที่จะฎีกาในฐานะทนายความแทนนางพิมพ์จำเลยได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมคิด มงคลชาติ · ประพจน์ ถิระวัฒน์ · ไพโรจน์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้