Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4086/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 มิได้ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ฎีกา จึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยมิได้กล่าวให้ชัดแจ้งว่าเคลือบคลุมอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แม้ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 2 จะได้ฎีกาโดยกล่าวรายละเอียดมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าพันตำรวจตรีพ.ยักยอกเงินไปในระหว่างวันใดถึงวันใดและกล่าวถึงยอดเงินที่ยักยอกไปว่ารวมทั้งหมดเท่าใด ทั้งยังส่งรายละเอียดเงินขาดบัญชี ระบุประเภทของเงินที่ขาดบัญชีว่าพันตำรวจตรีพ. รับเงินดังกล่าวไปเมื่อใด เป็นจำนวนเงินเท่าใด แนบมาท้ายฟ้องตามเอกสารหมายเลข 2 ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงแจ้งชัดพอเข้าใจได้แล้วไม่จำต้องแสดงหลักฐานการรับเงินแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่ไม่จำต้องบรรยายในคำฟ้องแต่อาจนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม แม้จำเลยทั้งสามให้การเพียงว่า หนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยไม่มีรายละเอียดว่าไม่สมบูรณ์อย่างไรแต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยให้ตามฎีกาของจำเลยได้ เมื่อไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับไว้ว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จะต้องมีตราประจำตัวอธิบดีกรมตำรวจประทับไว้ด้วยแม้ใบมอบอำนาจจะลงชื่ออธิบดีกรมตำรวจโดยไม่มีตราประทับก็เป็นใบมอบอำนาจที่มีผลใช้บังคับได้ คดีนี้โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 121 แม้ใบมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจะไม่ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ใบมอบอำนาจดังกล่าวก็เป็นใบมอบอำนาจที่สมบูรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพันตำรวจตรีพ.มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและควบคุมการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชามิให้บกพร่องหรือเกิดการทุจริตขึ้นหากจำเลยที่ 1 ตรวจสอบ ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่เสมอจำเลยที่ 1 ก็น่าจะทราบว่าพันตำรวจตรีพ. มิได้จัดทำบัญชีตามระเบียบของทางราชการเลขภายในเวลาไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่งในกองบัญชาการศึกษาจำเลยที่ 1เข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการศึกษาในปี 2517 และเหตุทุจริตเกิดขึ้นในปี 2519 หลังจากจำเลยที่ 1 เข้ามารับงานถึง 2 ปีแสดงว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบของพันตำรวจตรีพ.มิได้ตรวจตราควบคุมให้พันตำรวจตรีพ. ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ จึงไม่พบข้อบกพร่องดังกล่าวเป็นเหตุให้พันตำรวจตรีพ. ถือโอกาสนำเงินของราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว นับเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้บังคับบัญชา เมื่อเกิดความเสียหายจากการกระทำของพันตำรวจตรีพ. จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบร่วมกับพันตำรวจตรีพ. ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบหมายหน้าที่การงานให้รับผิดชอบร่วมกันเกี่ยวกับการเงินที่พันตำรวจตรีพ. ปฏิบัติหน้าที่อยู่ เมื่อไม่ตรวจตราควบคุมให้พันตำรวจตรีพ.ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบก็ต้องรับผิดร่วมกับพันตำรวจตรีพ. ด้วย เมื่อมีการทราบเรื่องว่าพันตำรวจตรีพ. ยักยอกเงินในปี 2520แต่ไม่ทราบว่ามีผู้อื่นจะต้องรับผิดชอบทางแพ่งร่วมกับพันตำรวจตรีพ.หรือไม่ จึงได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งเมื่อปี 2522 คณะกรรมการดำเนินการเสร็จแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิด และเสนอเรื่องต่อผู้บังคับบัญชาไปตามลำดับชั้น ผลที่สุดผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมตำรวจ สั่งให้ฟ้องจำเลยทั้งสาม เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม2524 ถือว่าโจทก์ได้ทราบตัวผู้ที่จะต้องร่วมรับผิดกับพันตำรวจตรีพ. ใช้เงินให้โจทก์ในวันดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่25 มิถุนายน 2525 ยังไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า พันตำรวจตรีพยุง หัวหน้าแผนกการเงินและพัสดุกองบัญชาการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสามทุจริตยักยอกเงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 160,880.04 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินรายได้แผ่นดินและเงินงบประมาณแผ่นดินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้เพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสามมิได้ปฏิบัติราชการให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนเป็นเหตุให้กรมตำรวจเสียหาย พันตำรวจตรีพยุง ได้ถึงแก่ความตายไปแล้วทายาทไม่มีทรัพย์สินจากกองมรดกที่จะต้องรับผิด โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบทางแพ่งคณะกรรมการดังกล่าวสอบแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสามจะต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 160,880.04 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จจำเลยที่ 1 ให้การว่า ใบมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องไม่สมบูรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เกิน 1 ปีขาดอายุความจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อและมีการทำสัญญารับสภาพหนี้กันระหว่างโจทก์กับพันตำรวจตรีพยุงไว้ด้วย ถือได้ว่าหนี้ตามฟ้องได้มีการใช้เงินกันไปแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยใช้เงินแก่โจทก์อีก พันตำรวจตรีพยุงได้นำเงินชำระให้โจทก์แล้วเป็นเงิน 24,431.04 บาทจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เมื่อจำเลยที่ 2 รับตำแหน่ง จำเลยที่ 1มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่รวมถึงการปฏิบัติงานในหน้าที่ของพันตำรวจตรีพยุงจำเลยที่ 3 ให้การว่า

หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ เงินตามฟ้องมิได้อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 3 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 140,513 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาจึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยมิได้กล่าวให้ชัดแจ้งว่าเคลือบคลุมอย่างไร จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง

แม้ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 2 จะได้ฎีกาโดยกล่าวรายละเอียดมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย สำหรับจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า เงินที่พันตำรวจตรีพยุงยักยอกไปนั้นรับไปเมื่อใด เป็นจำนวนเงินเท่าใด และมีหลักฐานการรับกันประการใดนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าพันตำรวจตรีพยุงยักยอกเงินไปในระหว่างวันใดถึงวันใด และกล่าวถึงยอดเงินที่ยักยอกไปว่ารวมทั้งหมดเท่าใด ทั้งยังส่งรายละเอียดเงินขาดบัญชีระบุประเภทของเงินที่ขาดบัญชีว่าพันตำรวจตรีพยุงรับเงินดังกล่าวไปเมื่อใด เป็นจำนวนเงินเท่าใด แนบมาท้ายฟ้องตามเอกสารหมายเลข 2 ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงแจ้งชัดพอเข้าใจได้แล้ว

ไม่จำต้องแสดงหลักฐานการรับเงินแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่ไม่จำต้องบรรยายในคำฟ้องแต่อาจนำสืบในชั้นพิจารณาได้ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามให้การเพียงว่า หนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยไม่มีรายละเอียดว่าไม่สมบูรณ์อย่างไร แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยให้ตามฎีกาของจำเลยได้ ที่จำเลยที่ 3 โต้แย้งว่าหนังสือมอบอำนาจได้ระบุให้ฟ้องจำเลยฐานบกพร่องต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามแบบแผนว่าด้วยการเก็บรักษาเงิน จนเป็นเหตุให้เงินราชการขาดบัญชี แต่จำเลยที่ 3 ไม่มีหน้าที่จึงไม่ต้องรับผิดนั้นเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้อที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 มิใช่เรื่องอำนาจฟ้องตามใบมอบอำนาจแต่อย่างใด

สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 โต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้องว่าใบมอบอำนาจไม่มีตราประจำตัวอธิบดีกรมตำรวจประทับไว้นั้นเห็นว่า ไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับไว้ว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ จะต้องมีตราประจำตัวอธิบดีกรมตำรวจประทับไว้ด้วยดังนั้น แม้ใบมอบอำนาจจะลงชื่ออธิบดีกรมตำรวจโดยไม่มีตราประทับก็เป็นใบมอบอำนาจที่มีผลใช้บังคับได้ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 โต้แย้งอีกว่าใบมอบอำนาจไม่ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ จึงไม่สมบูรณ์นั้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 121 ใบมอบอำนาจดังกล่าวจึงสมบูรณ์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีอำนาจฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่อหรือไม่ และต้องรับผิดเพียงใด

เห็นว่า ตามข้อนำสืบของโจทก์ซึ่งมีพันตำรวจเอกประพนธ์ และนายสวาทเบิกความตรงกันโดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น รับฟังได้ว่าพันตำรวจตรีพยุง หัวหน้าแผนกการเงินและพัสดุไม่ได้จัดทำบัญชีการเงินให้ถูกต้องตามระเบียบที่วางไว้และไม่ได้จัดส่งเงินให้โจทก์ ถือโอกาสเอาเงินที่รับไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพันตำรวจตรีพยุงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบและควบคุมการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชามิให้บกพร่อง หรือเกิดการทุจริตขึ้น หากจำเลยที่ 1 ตรวจสอบควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่เสมอตามที่นำสืบ จำเลยที่ 1 ก็น่าจะทราบว่าพันตำรวจตรีพยุงมิได้จัดทำบัญชีตามระเบียบของทางราชการเลยภายในเวลาไม่นานหลังจากเข้ามารับตำแหน่งในกองบัญชาการศึกษา

ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการศึกษาในปี 2517 และเหตุทุจริตเกิดขึ้นในปี 2519 หลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้ามารับงานถึง 2 ปี แสดงว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบของพันตำรวจตรีพยุงมิได้ตรวจตราควบคุมให้พันตำรวจตรีพยุงปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ จึงไม่พบข้อบกพร่องดังกล่าวเป็นเหตุให้พันตำรวจตรีพยุงถือโอกาสนำเงินของราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว นับเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้บังคับบัญชาเมื่อเกิดความเสียหายจากการกระทำของพันตำรวจตรีพยุง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบร่วมกับพันตำรวจตรีพยุง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปรากฏตามข้อนำสืบของโจทก์ทั้งพยานบุคคลและเอกสารรับฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายหน้าที่การงานให้รับผิดชอบร่วมกันเกี่ยวกับการเงินที่พันตำรวจตรีพยุงปฏิบัติหน้าที่อยู่เมื่อไม่ตรวจตราควบคุมให้พันตำรวจตรีพยุงปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ ก็ต้องรับผิดร่วมกับพันตำรวจตรีพยุงด้วยปัญหาที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ หรือไม่นั้น ได้มีการทราบเรื่องพันตำรวจตรีพยุงยักยอกเงินในปี 2520 แต่ไม่ทราบว่ามีผู้อื่นจะต้องรับผิดชอบทางแพ่งร่วมกับพันตำรวจตรีพยุงหรือไม่จึงได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งเมื่อปี2522 คณะกรรมการดำเนินการเสร็จแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิด และเสนอเรื่องต่อผู้บังคับบัญชาไปตามลำดับชั้น ผลที่สุดผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมตำรวจ สั่งให้ฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2524 ถือว่าโจทก์ได้ทราบตัวผู้ที่จะต้องร่วมรับผิดกับพันตำรวจตรีพยุงใช้เงินให้โจทก์ในวันดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2525 ยังไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้