Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4083/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลรัษฎากร มาตรา 50(1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) หักภาษี ณที่จ่ายโดยวิธีคูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักภาษีไว้เท่านั้นดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีโดยใช้สูตรสำเร็จของกรมสรรพากรตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป. 2/2526 ซึ่งระบุวิธีคำนวณแตกต่างไปจากบทบัญญัติ ดังกล่าว และได้ตัวเลขแตกต่างกันโดยไม่มีกฎหมายอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ การประเมินโดยวิธีการตามคำสั่งนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาที่ว่าโจทก์ร้องขอให้กรมสรรพากรคืนเงินภาษีที่ชำระเกินไปคืนเมื่อพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไปหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การขอคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระเกินไปคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 63 นั้น เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีอากรแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องร้องขอต่อเจ้าพนักงานประเมินแต่โจทก์มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไป ตามบทมาตราดังกล่าวได้ดังนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกการประเมินและให้เครดิตภาษีตามจำนวนที่โจทก์ชำระเกินไปในปี พ.ศ. 2526 ให้โจทก์ และจำเลยได้รับอุทธรณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 จึงเป็นการร้องขอให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 30ธันวาคม 2526 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไปแล้วโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีอากรที่ชำระเกินคืน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มรวม2,234,064.28 บาท โดยอ้างว่าโจทก์จ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์อันเป็นประโยชน์เพิ่มแก่นายเอฟ.ซี.ปลังเกตต์แต่โจทก์มิได้นำประโยชน์เพิ่มไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2525-2526 นอกจากนี้ยังอ้างว่าโจทก์ได้ออกเงินค่าภาษีให้แก่บุคคลดังกล่าวและนำมารวมคำนวณภาษีแต่นำส่งไว้ไม่ถูกต้องและการที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีโดยคำนวณตามวิธีสูตรสำเร็จของจำเลยแบบทศนิยมไม่รู้จบก่อนที่จะมีพระราชกำหนดแก้ไขประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 เป็นการไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วย เพราะแม้จะนำเงินค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์มารวมคำนวณแล้วก็ยังปรากฏว่าโจทก์ชำระค่าภาษีเกินไป 747,465.16 บาท ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์จำเลยให้การว่า การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายถือหลักปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.2/2526 ข้อ 2(1) และโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มพร้อมทั้งเงินเพิ่ม การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและให้จำเลยคืนเงินจำนวน 747,465.14 บาทแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายเอฟ.ซี.ปลังเกตต์ เป็นลูกจ้างของโจทก์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 และได้ออกจากงานเมื่อปี พ.ศ. 2526 รวมระยะเวลาทำงานที่บริษัทโจทก์ 22 ปี เมื่อระหว่างปี พ.ศ. 2525 และปีพ.ศ. 2526 โจทก์ได้จ่ายเงินเดือน โบนัส และนอกจากนี้โจทก์ยังได้ให้บุคคลดังกล่าวได้อยู่บ้านโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า ทั้งยังได้ออกค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์และค่าภาษีที่บุคคลดังกล่าวต้องชำระให้อีกด้วยในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินดังกล่าวข้างต้นและนำส่งต่อเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรนั้นโจทก์ไม่ได้นำเอาผลประโยชน์เพิ่มคือค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ที่โจทก์จ่ายในปี พ.ศ. 2525 และปี

พ.ศ. 2526 มารวมคำนวณสำหรับคิดเงินค่าภาษีแต่อย่างใด ครั้นต่อมาเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบจึงได้นำเงินดังกล่าวมารวมแล้วคำนวณตามสูตรสำเร็จของกรมสรรพากร โดยอาศัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.2/2526แล้วแจ้งการประเมินให้โจทก์นำเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักณ ที่จ่าย ที่ยังชำระไม่ครบพร้อมเงินเพิ่มไปชำระต่อเจ้าพนักงานณ ที่ว่าการเขตบางกะปิตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานจึงได้อุทธรณ์การประเมิน ตามเอกสารหมาย จ.3และต่อมาคณะกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาแล้วตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งวินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้วในปัญหาที่ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า ในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก

ณที่จ่ายสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2525 และ พ.ศ. 2526 นั้น เจ้าพนักงานประเมินคำนวณโดยใช้สูตรสำเร็จของกรมสรรพากรตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.2/2526 ปัญหาจึงมีว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าวข้างต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ปัญหาดังกล่าวมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศและมีผลบังคับใช้อยู่ในปีภาษี พ.ศ. 2525 - พ.ศ. 2526 บัญญัติไว้ความว่า "ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังกล่าวต่อไปนี้(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีเท่าใด ให้หารด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่ายได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินค่าภาษีไว้เท่านั้น"

ฯลฯจึงเห็นได้ว่าการประเมินภาษีอากรของโจทก์ในกรณีที่พิพาทกันนี้เจ้าพนักงานประเมินต้องคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ที่มาตรา 50(1) บัญญัติไว้ดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณโดยใช้สูตรสำเร็จของกรมสรรพากรตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.2/2526 สำหรับภาษีอากรของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2525 และพ.ศ. 2526นั้น ไม่มีกฎหมายอนุญาตให้เจ้าพนักงานประเมินกระทำไปเช่นนั้นได้เงินได้พึงประเมินที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์ต้องหักภาษีเงินได้ไว้ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 50(1) การที่จำเลยมีคำสั่งดังกล่าวซึ่งระบุวิธีปฏิบัติผิดแผกไปจากที่มาตรา 50(1) บัญญัติไว้ ทั้งการคำนวณตามวิธีการที่ระบุไว้ในคำสั่งดังกล่าวก็ได้ตัวเลขแตกต่างจากที่คำนวณตามวิธีการที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 50(1) ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้คำนวณไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว

ปรากฏว่าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2526 นั้น เมื่อคำนวณรวมกันแล้วปรากฏว่าโจทก์ชำระเงินค่าภาษีเกินไปเป็นเงิน 747,465.14 บาท ทั้งนี้โดยศาลภาษีอากรกลางคำนวณตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรซึ่งตรงกับจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง จะผิดกันก็เพียง 2 สตางค์เท่านั้นและจำนวนเงินที่ศาลภาษีอากรกลางคำนวณไว้นี้ ทั้งโจทก์และจำเลยก็มิได้คัดค้านว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงฟังได้ว่าโจทก์ชำระเงินค่าภาษีเกินไป 747,465.14 บาท ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาเห็นได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งประเมินภาษีอากรของโจทก์โดยอาศัยวิธีการตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.2/2526 นั้นไม่ชอบสำหรับปัญหาต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า

โจทก์หมดสิทธิได้รับเงินค่าภาษีที่ชำระเกินคืนหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นเสียภาษีเพิ่มเติมให้แก่นายเอฟ.ซี.ปลังเกตต์ ลงวันที่ 30ธันวาคม 2526 แต่โจทก์ยื่นคำฟ้องในประเด็นขอเรียกคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2530 ซึ่งเกิน 3 ปี โจทก์จึงหมดสิทธิได้รับเงินค่าภาษีที่ชำระเกินคืนตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากรและตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1588/2522ปัญหานี้แม้จำเลยจะเพิ่งกล่าวอ้างมาในชั้นอุทธรณ์ แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ในปัญหาดังกล่าวปรากฏตามคำอุทธรณ์ของโจทก์เอกสารหมาย จ.3ซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 ว่า โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยว่า

โจทก์นำส่งภาษีเกินไป747,465.16 บาท โจทก์ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกการประเมินและให้เครดิตภาษีที่โจทก์ชำระเกินไปจำนวนดังกล่าวในปี พ.ศ. 2526 ให้แก่โจทก์ เห็นได้ว่าโจทก์ร้องขอให้จำเลยคืนเงินภาษีที่ชำระเกินภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2526 อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 63 แล้ว ทั้งนี้เพราะเมื่อโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินแล้วโจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องร้องขอต่อเจ้าพนักงานประเมินต่อไป โจทก์มีสิทธิขอเงินภาษีที่จ่ายเกินคืนโดยขอต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 3 ปี ตามมาตรา 63 ได้ โจทก์หาได้หมดสิทธิที่จะได้รับเงินค่าภาษีที่ชำระเกินคืนไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้