Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การมีสาระสำคัญว่า จำเลยทั้งสามได้ถือสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ หากฟังว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยการซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความเพราะฟ้องโจทก์เกี่ยวด้วยการถูกแย่งสิทธิครอบครองซึ่งต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับจากวันที่ถูกแย่งการครอบครองตามคำให้การดังกล่าวแสดงว่า จำเลยทั้งสามอ้างว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบัน ไม่ได้แย่งการครอบครองจากผู้ใดเพราะการแย่งการครอบครองนั้นจะมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ส่วนที่ว่าหากฟังได้ว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามก็ได้แย่งการครอบครองแล้วนั้นเป็นคำให้การที่มีเงื่อนไขโดยต้องฟังเป็นที่ยุติก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งข้อเท็จจริงยังโต้แย้งกันอยู่ ทั้งขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกที่ว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ในปัจจุบัน คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ การที่จำเลยทั้งสามฎีกาในทำนองว่าโจทก์ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 นั้น เมื่อตามคำให้การของจำเลยทั้งสามไม่มีประเด็นว่าโจทก์ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริตหรือไม่ หรือเป็นไปโดยไม่ชอบอย่างไร และมิได้ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้ด้วย คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่า 2 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลวังหิน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงให้โจทก์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2537 และโจทก์ให้นางสง่า ศิริสุวรรณ เช่าในวันเดียวกันทั้งสองแปลง หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน ผู้เช่าแจ้งโจทก์ว่าไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงได้เนื่องจากจำเลยทั้งสามปลูกต้นยูคาลิปตัสและล้อมรั้วที่ดินทั้งสองแปลงไว้ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

หากจำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและตัดฟันต้นยูคาลิปตัสออกไปต้องปรับพื้นดินให้มีสภาพเหมือนก่อนที่จำเลยทั้งสามจะบุกรุกโดยเฉพาะรากต้นยูคาลิปตัสต้องขุดออกไปให้หมดและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท กับอีกปีละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทเดิมมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลง แต่ทางราชการมีคำสั่งให้เพิกถอนแล้วเนื่องจากเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังทางราชการนำเอาที่ดินพิพาทเข้าโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร จำเลยทั้งสามครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองหรือเข้าทำประโยชน์แต่อย่างใด ขณะนี้อยู่ในระหว่างทางราชการออกเอกสารสิทธิให้แก่จำเลยทั้งสาม หากฟังว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยซื้อจากการขายทอดตลาด ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ฟ้องภายใน 1 ปี นับจากวันที่ถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินพิพาทจำนวนสองแปลงให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท และอีกปีละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์หรือออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์มีชื่อนางบุญรอด อ่อนสอาด และนายอรุณ อ่อนสอาด เป็นผู้ถือสิทธิครอบครองออกให้เมื่อปี 2526 ต่อมาปี 2528 ทางราชการได้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ปี 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าโดยนางบุญรอดและนายอรุณยกให้ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และวันที่ 4 มิถุนายน 2537 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้ทำสัญญาให้นางสง่า ศิริสุวรรณ เช่าที่ดินพิพาทเพื่อทำไร่อ้อย แต่นางสง่าเข้าไปปลูกอ้อยไม่ได้เพราะจำเลยทั้งสามได้ปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนภายใน 1 ปี นับแต่ถูกจำเลยทั้งสามแย่งการครอบครอง โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามให้การเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมีใจความที่เป็นสาระเพียงว่า จำเลยทั้งสามได้ถือสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์แต่อย่างใด หากฟังว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยซื้อจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความเพราะฟ้องโจทก์เกี่ยวด้วยการถูกแย่งสิทธิครอบครองซึ่งต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับจากวันที่ถูกแย่งการครอบครอง ตามคำให้การดังกล่าวแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า

จำเลยทั้งสามอ้างว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบัน ไม่ได้แย่งการครอบครองจากผู้ใดเพราะการแย่งการครอบครองนั้นจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ส่วนที่ว่าหากฟังได้ว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามก็ได้แย่งการครอบครองแล้วนั้นเป็นคำให้การที่มีเงื่อนไขโดยต้องฟังเป็นยุติก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งข้อเท็จจริงยังโต้แย้งกันอยู่ทั้งขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกที่ว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ในปัจจุบัน คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่างจึงชอบแล้ว

ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายมีว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาสรุปได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า จำเลยทั้งสามได้สิทธิครอบครองมาตั้งแต่ปี 2530 ก่อนมีการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โจทก์ทราบดีว่าจำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท หนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทถูกเพิกถอนแล้ว แต่โจทก์ไม่เปิดเผยกลับซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาด โจทก์ไม่สุจริตมาแต่ต้น การซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของโจทก์จึงไม่สุจริต ไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 อันเป็นฎีกาทำนองว่า

โจทก์ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริตนั้นเห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสามไม่มีประเด็นว่าโจทก์ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริตหรือไม่ หรือเป็นไปโดยไม่ชอบอย่างไร และมิได้ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดรายนี้แล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริตหรือไม่ และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลสำเร็จบริบูรณ์โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้สิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทจึงไม่เสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ภคพงค์ วงษ์ศรีภูมิเทศ · ประชา ประสงค์จรรยา · องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้