Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อเช่นเดียวกับผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างจำเลยย่อมไม่อาจมากหรือเกินไปกว่าความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223

คำฟ้องและคำให้การ

ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อเช่นเดียวกับผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างจำเลยย่อมไม่อาจมากหรือเกินไปกว่าความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน84-1187 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2528 เวลาประมาณ11 นาฬิกา นายสมศักดิ์ แซ่ซื้อ ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ไปตามถนนสำราญรื่น-ตลาดท่าเสา ในขณะนั้นมีรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10-0703 สุโขทัย ซึ่งมีลูกจ้างของจำเลยเป็นผู้ขับ

ขับตามหลังรถที่โจทก์รับประกันภัยไป เมื่อถึงวัดใหญ่ท่าเสารถคันที่โจทก์รับประกันภัยได้ชะลอความเร็วเพื่อจอดรถด้านซ้าย แต่ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของลูกจ้างของจำเลยไม่ชะลอความเร็วลง และได้ขับรถยนต์โดยสารชนท้ายรถคันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถคันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายโจทก์ได้ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นที่เรียบร้อยโดยเสียค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 74,812 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องให้จำเลยในฐานะนายจ้างต้องร่วมกันรับผิด ขอบังคับให้จำเลยใช้เงินค่าซ่อมพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 78,552 บาทกับดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสมศักดิ์

แซ่ซื้อ คนขับรถยนต์บรรทุกซึ่งขับรถตามหลังรถยนต์โดยสารของจำเลย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมากผิดจากความเป็นจริง ค่าเสียหายทั้งหมดอย่างมากไม่เกิน 30,000 บาทขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 37,406 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2528 เวลาประมาณ 11 นาฬิกานายสมศักดิ์ แซ่ซื้อ ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 84-1187กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสำราญรื่น-ตลาดท่าเสา จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วถูกรถยนต์โดยสารของจำเลยซึ่งมีลูกจ้างของจำเลยเป็นผู้ขับไปในทิศทางเดียวกันชนท้ายเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพุ่งชนอาคารร้านค้าริมถนนสายดังกล่าวจนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีประเด็นเดียวว่า การที่รถยนต์โดยสารของจำเลยชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสมศักดิ์ผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่

นายสมศักดิ์ผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย และนายอัศวิน อันเรืองปัญญาซึ่งนั่งในรถยนต์ไปพร้อมกับนายสมศักดิ์ขณะเกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า รถยนต์โดยสารของจำเลยแล่นไปตามถนนสำราญรื่น-ตลาดท่าเสา มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองอุตรดิตถ์ และจอดส่งผู้โดยสารห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 400-500 เมตร นายสมศักดิ์ซึ่งขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยตามมาในทิศทางเดียวกันจึงขับแซงรถยนต์โดยสารของจำเลยทางขวาขึ้นหน้าไปห่างประมาณ 300 เมตรแล้วชะลอรถบริเวณร้านค้าของลูกค้าเพื่อจอดส่งสินค้าก็ถูกรถยนต์โดยสารของจำเลยชนท้ายหลังจากที่มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นสวนทางไปแล้ว ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพุ่งแฉลบไปชนผนังอาคารตึกแถวทะลุและเฉี่ยวรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ 1 คันได้รับความเสียหาย

ฝ่ายจำเลยนำนายสอาด แจ่มกระจ่าง ที่อ้างว่าเป็นนายตรวจประจำรถยนต์โดยสารของจำเลยและนายอุปถัมภ์ เมฆเขียวพนักงานเก็บค่าโดยสารประจำรถยนต์โดยสารของจำเลยมาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า รถยนต์โดยสารของจำเลยหยุดรถให้ผู้โดยสารลงใกล้จุดเกิดเหตุแล้วเคลื่อนรถออกไปได้ 6-7 เมตร รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้ขับแซงขึ้นไปทางขวา แล้วบังคับรถเบนเข้าทางซ้ายตัดหน้ารถยนต์โดยสารของจำเลยอย่างกระชั้นชิดห่างกันเพียง 4-5 เมตรโดยไม่ได้ให้สัญญาณไฟเลี้ยว ผู้ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยแตะห้ามล้อแล้วเบนรถไปทางขวาแต่ไม่พ้นจึงชนท้ายรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยทางมุมด้านขวา เห็นว่า ตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.3 รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ตัวรถยาวมากย่อมมีน้ำหนักมากด้วย

การจะขับรถยนต์ดังกล่าวแซงรถอื่นและบังคับให้เข้าช่องเดินรถเดิมย่อมทำได้ช้า ถ้าขับปาดหน้ารถยนต์โดยสารของจำเลยอย่างกระชั้นชิดโดยห่างเพียง 4-5 เมตร และผู้ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยบังคับรถหลบไปทางขวาแต่ไม่พ้น รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยน่าจะถูกชนทางท้ายรถด้านซ้ายมากกว่า การที่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีร่องรอยถูกชนทางท้ายรถด้านขวา แสดงว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยแล่นตั้งลำตรงแล้ว รถยนต์โดยสารของจำเลยจึงแซงขึ้นทางขวาแต่แซงไม่พ้นและถ้ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยขับปาดหน้ารถยนต์โดยสารของจำเลยห่าง 4-5 เมตร ในขณะที่รถยนต์โดยสารของจำเลยเพิ่มเริ่มเคลื่อนที่ไปได้ 6-7 เมตร หลังจากหยุดรถ ผู้ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยย่อมสามารถเหยียบห้ามล้อให้รถหยุดได้โดยไม่ยากเพราะรถยังเคลื่อนที่ช้ามากแม้รถยนต์โดยสารของจำเลยจะเคลื่อนที่ไปชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยโดยไม่ได้ห้ามล้อก็ไม่น่าจะเป็นการชนอย่างรุนแรงเช่นที่เกิดเหตุแต่อย่างใด

อนึ่ง จำเลยมิได้นำผู้ขับรถยนต์โดยสารของจำเลยมาเบิกความเป็นพยาน นายสอาดและนายอุปถัมภ์ที่จำเลยอ้างเป็นประจักษ์พยานก็เป็นลูกจ้างจำเลยและมิได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน แต่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานมีโอกาสที่จะคิดเสริมแต่งข้อเท็จจริงให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยได้โดยสะดวก คำเบิกความของนายสอาดและนายอุปถัมภ์จึงมีน้ำหนักน้อยเมื่อพิจารณาตามแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุซึ่งร้อยตำรวจตรีอนุ เนินหาด พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ได้ทำไว้ตามเอกสารหมาย จ.17ปรากฏว่าหลังจากรถยนต์โดยสารของจำเลยชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยแล้ว รถยนต์โดยสารของจำเลยแล่นไปจอดเลยจุดชนถึง100 เมตร แสดงว่ารถยนต์โดยสารของจำเลยแล่นตามหลังรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความเร็วสูง และชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยอย่างรุนแรงจนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพุ่งแฉลบขึ้นไปชนผนังร้านค้าอีกทอดหนึ่ง เป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย

ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.3 ภาพที่ 3 และที่ 4, จ.5และบันทึกการตรวจพิสูจน์เครื่องกลและเครื่องอุปกรณ์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 84-1187 กรุงเทพมหานคร ตามเอกสารหมาย จ.17การที่ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์โดยสารของจำเลยตามหลังรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความเร็วสูง ในเขตชุมชนจนเป็นเหตุให้เกิดการชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายดังกล่าวฟังได้ว่า ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อเช่นกันแต่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า ลูกจ้างของจำเลยและผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ต่างขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งส่วนจำเลยฎีกาว่าลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อ

จำเลยไม่ต้องรับผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ในชั้นที่สุดว่าลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อเช่นเดียวกับผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเช่นนี้ ความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างจำเลยย่อมไม่อาจมากหรือเกินไปกว่าความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442ประกอบด้วย มาตรา 223 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · อากาศ บำรุงชีพ · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้