Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2510

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จ. กับ ข. ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว มีบุตร 6 คนบุตรของ จ. ข. ทุกคนเว้น ธ. ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุ ได้ร่วมกันครอบครองมรดกตลอดมา ก. บุตรของ จ. ข. ตายหลัง จ. ข. มรดกของ จ. ข. ที่ ก. ได้รับจึงตกเป็นของโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของ ก. ในฐานะผู้รับมรดกของ ก. หาใช่ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่ ก. ไม่แต่เมื่อพิเคราะห์ฟ้องของโจทก์แล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ที่ 3 ขอรับมรดก ของ ก. นั่นเองโจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์มรดก ธ. ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อน ข. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตลอดมาเป็นเวลา 20 ปี แล้ว ไม่ได้เข้ามาร่วมครอบครองทรัพย์มรดกคงมีแต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 (ซึ่งเป็นบุตรของ จ. ข. เจ้ามรดก) และโจทก์ที่ 3 (ซึ่งเป็นภริยาของ ก. ซึ่งเป็นบุตรของ จ. ข. และถึงแก่ความตายไปแล้ว) จำเลย และ ส. ครอบครองร่วมกันมาโจทก์ ทั้ง3 จำเลย และ ส. ย่อมมีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้เท่าๆกันจึงให้แบ่งทรัพย์มรดกออกเป็น 5 ส่วน (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 7-8/2510)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นบุตรนายจูนางเขียว โดยนายจู นางเขียวมีบุตรชายหญิงรวม 6 คน รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ที่ 2 พระครูธรรมธรซึ่งเป็นพระภิกษุ โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรสะใภ้ของนายจูนางเขียวโดยเป็นภรรยานายเกี้ยวซึ่งวายชนม์ไปแล้ว โจทก์ที่ 3 จึงเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายเกี้ยว นายจูนางเขียวได้วายชนม์แล้ว เมื่อมีชีวิตอยู่มีทรัพย์สินตามบัญชีท้ายฟ้อง ทรัพย์หมายเลข 1 นายเขียวยกให้โจทก์ไปแล้ว ทรัพย์หมายเลข 2 บรรดาทายาทของนางเขียวได้ตกลงแบ่งกัน ทรัพย์หมายเลข 3 ทายาททุกคนปกครองร่วมกัน โจทก์มีความประสงค์ขอแบ่งเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน โจทก์ 3 ส่วน จำเลย 1 ส่วนจำเลยไม่ยอมแบ่ง จำเลยได้บุกรุกเข้าไปตัดฟันไม้ไฝ่สีสุกในที่ดินหมายเลข 3 ไปขายเอาเงินเสียแต่ผู้เดียวเป็นเงิน 3,600 บาท

โจทก์ขอแบ่งตามส่วน จำเลยไม่แบ่งให้ ขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์หมายเลข 3 ให้แก่โจทก์ 3 ส่วน ถ้าไม่สามารถแบ่งกันเองได้ ให้ประมูลขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งให้โจทก์ 3 ส่วน กับแบ่งไม้ไผ่ที่จำเลยตัดไป ให้แก่โจทก์ 3 ใน 4 ส่วน ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยใช้เงินค่าไม้ไผ่ 2,700 บาทจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดก 3 ส่วน เพราะนายจูนางเขียวมีบุตร 6 คน ทรัพย์อันดับ 3 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียวเพราะจำเลยเป็นผู้บุกเบิกถางป่าศาลชั้นต้นฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายจูนางเขียวมีทายาทตามบัญชีเครือญาติ 6 คน แต่พระครูธรรมธรไม่ได้สึกมาจากพระมารับมรดกจนบัดนี้ ทายาทที่ได้รับมรดกรายนี้จึงมี 5 คน โจทก์ควรได้ส่วนเพียง 3 ใน 5 ส่วนพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับ 3 ให้โจทก์ 3 ใน 5 ส่วน กับให้จำเลยแบ่งไม้ไผ่ที่ตัดไป 3 ใน 5 ส่วนของไม้ไผ่ 800 ลำ หรือชำระราคาไม้ไผ่ 1,440 บาท ให้แก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายจูนางเขียวจริงและเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกันว่าจำเลยตัดไม้ไผ่ไปเพียง 800 ลำ เป็นผลดีแก่จำเลยแล้ว

ได้ความว่านายจูนางเขียวมีบุตรตามบัญชีเครือญาติ 6 คน บุตรของนายจูนางเขียวทุกคนเว้นแต่พระครูธรรมธร (ไซ่) ซึ่งบวช เป็นพระภิกษุอยู่ได้ร่วมกันครอบครองมรดกรายนี้ตลอดมา ต่อมานายเกี้ยวบุตรของนายจูนางเขียวได้ถึงแก่ความตาย มรดกของนายจูนางเขียวที่นายเกี้ยวได้รับจึงตกเป็นของโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นภริยานายเกี้ยว ในฐานะเป็นผู้รับมรดกของนายเกี้ยว หาใช่ในฐานะเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายเกี้ยวดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์แล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ที่ 3 ขอรับมรดกของนายเกี้ยวนั่นเอง โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ เนื่องด้วยพระครูธรรมธรซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดกบวชเป็นพระภิกษุอยู่ จึงมีประเด็นวินิจฉัยว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกรายนี้เป็น 5 ส่วนหรือ 6 ส่วน

ศาลฎีกาได้ประชุมปรึกษาในที่ประชุมใหญ่ในประเด็นข้อนี้แล้วมีมติว่า พระภิกษุมีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมได้ แต่ถ้าจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกแล้วต้องสึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 สำหรับคดีนี้ได้ความว่าพระครูธรรมธรได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อนนางเขียวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายตลอดมาจนบัดนี้เป็นเวลา 20 ปี แล้ว ไม่ได้เข้ามาร่วมครอบครองทรัพย์มรดกรายนี้เลย คงมีแต่โจทก์จำเลยและนายสรวงครอบครองร่วมกันมา โจทก์จำเลยและนายสรวงย่อมมีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้เท่า ๆ กัน จึงให้แบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ออกเป็น 5 ส่วน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าให้แบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ให้แก่โจทก์ 3 ส่วน ใน 5 ส่วนนั้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน เกษคุปต์ · ยง เหลืองรังษี · ศริ มลิลา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้