Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินโบนัสปกติมิใช่เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างอันจะนำมาคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน กรมแรงงานจำเลยเรียกเก็บ จึงเป็นการเรียกเก็บ โดยมิชอบ แต่โจทก์ก็จำต้องชำระเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม จึงทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันควรได้จากเงินที่ได้ชำระให้จำเลย ไปตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือว่าจำเลย เมื่อจะต้องคืนเงินดังกล่าว จึงต้องเสียดอกเบี้ย นับแต่วันที่รับเงินไว้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินส่วนที่เกิน875,504.67 บาท จากเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่โจทก์ได้จ่ายไปแล้วสำหรับปี 2527 ให้ชำระ 257,672.43 บาท และสำหรับปี 2529 ให้ชำระ 257,295.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยรับเงินไว้จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เงินโบนัสปกติที่โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานและลูกจ้างของโจทก์นั้นถือได้ว่าเป็นค่าจ้างตามความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง"ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2523 โจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับสหภาพแรงงานโรงงานสุราบางยี่ขันโดยตกลงจ่ายโบนัสปกติเป็น 4 เท่าของรายได้ของพนักงานและลูกจ้างเมื่อสิ้นปีของทุกปีเป็นประจำ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสเดิม ทำให้การจ่ายโบนัสปกติของโจทก์ตามคำสั่งที่ 40/2495 ถูกยกเลิกไป เพราะการจ่ายโบนัสปกติตามคำสั่งดังกล่าวไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผลกำไรและการขาดทุนของโจทก์แต่ตามบันทึกข้อตกลงใหม่นี้ได้กำหนดไว้แน่นอนว่าโจทก์ต้องจ่ายโบนัสปกติ 4 เท่าของรายได้โดยไม่คำนึงถึงผลกำไรหรือขาดทุน

ฉะนั้นโบนัสปกติซึ่งโจทก์ต้องจ่ายให้แก่พนักงานและลูกจ้างดังกล่าวมาแล้วจึงถือว่าเป็นค่าจ้างที่จ่ายตอบแทนการทำงานที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนด้วยนั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง อัตราและวิธีเรียกเก็บเงินสมทบการจ่ายเงินทดแทนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน และการอุทธรณ์มิได้กำหนดความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องใช้บทนิยามที่ปรากฏในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 ที่กำหนดว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่าเงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และหมายความรวมถึงเงินหรือเงินและสิ่งของที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานและในวันลาด้วย

ทั้งนี้ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายเป็นการตอบแทนในวิธีอย่างไร และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร" ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่าจ้างนั้นจะต้องเป็นเงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานการที่โจทก์มีคำสั่งของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 40/2495 เรื่อง ระเบียบว่าด้วยการจ่ายเบี้ยกรรมการและโบนัสของกรรมการและพนักงานโรงงานสุรา กรมโรงงานอุตสาหกรรมตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 8 กับการที่โจทก์มีบันทึกข้อตกลงกับสหภาพแรงงานโรงงานสุราบางยี่ขัน ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2523 ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ซึ่งในบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ที่เกี่ยวกับเงินโบนัสประจำปี (เงินโบนัสปกติ) โจทก์จะจ่ายให้พนักงานและคนงานไม่ต่ำกว่า 4 เท่าของรายได้ก็ตาม แต่การที่จะจ่ายโจทก์ก็จะต้องพิจารณาประกอบคำสั่งที่ 40/2495 ที่มีหลักเกณฑ์การงดจ่ายไว้ด้วยดังที่ปรากฏในหมวด 5 ข้อ 15 ที่กำหนดว่า

"พนักงานและคนงานที่มีสิทธิจะได้รับโบนัสนั้นต้องทำงานในปีหนึ่ง ๆ นั้น ๆ มาไม่น้อยกว่า 6 เดือน" และข้อ 16ให้งดจ่ายเงินโบนัสในปีนั้น" ส่วนในบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าวไม่ปรากฏว่าหากพนักงานหรือคนงานผู้ใดทำงานไม่ถึง 6 เดือนในปีนั้นก็จะจ่ายโบนัสปกติให้ด้วยหรือพนักงานหรือคนงานผู้ใดถูกไล่ออกหรือปลดออกจากงานโดยมีความผิดก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับเงินโบนัสปกติอีก เมื่อบันทึกข้อตกลงไม่ปรากฏข้อความดังเช่นว่านี้ จะถือว่าเงินโบนัสปกติเป็นเงินที่โจทก์ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้างที่เรียกชื่ออย่างอื่นย่อมไม่ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่งคำว่า โบนัสนั้นตามความหมายทั่วไปหมายถึง รางวัลสำหรับตอบแทนความดีความชอบอันเนื่องจากการทำงานมาด้วยดีเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานนอกเหนือจากค่าจ้างที่จ่ายตามปกติซึ่งนายจ้างจะจ่ายให้เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ เช่นสิ้นปีหรือในโอกาสพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น เงินโบนัสปกติดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจึงมิใช่เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างอันจะนำมาคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้วข้อที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยของเงินสมทบที่จะต้องจ่ายคืนให้แก่โจทก์เพราะจำเลยเรียกเก็บเงินสมทบตามหลักฐานค่าจ้างของโจทก์และจำเลยไม่ทราบว่าจะต้องจ่ายเงินสมทบคืนจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดนั้น

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515กำหนดไว้ในข้อ 9 ว่า "ผู้ใดไม่จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนภายในกำหนดเวลาหรือจ่ายไม่ครบต้องจ่ายเงินเพิ่มคิดเป็นรายเดือนทุกเดือนในอัตราร้อยละห้าของเงินสมทบที่ค้างจ่าย" แม้จะไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้กำหนดไว้ว่าหากจะต้องคืนเงินสมทบที่เรียกเกินแล้วจะต้องเสียดอกเบี้ยด้วยก็ตาม แต่การที่จำเลยเรียกเก็บเงินสมทบจากเงินโบนัสปกติที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเข้ากองทุนเงินทดแทนทั้งที่เงินโบนัสปกติถือไม่ได้ว่าเป็นค่าจ้างดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็นการเรียกเก็บโดยมิชอบ แต่โจทก์ก็จำต้องชำระเงินสมทบและชำระเงินสมทบเพิ่มให้จำเลยไป เพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละห้าตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันควรได้จากเงินที่ได้ชำระให้จำเลยไปตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีจึงต้องถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินสมทบและชำระเงินสมทบเพิ่ม เมื่อจะต้องคืนเงินดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่รับเงินไว้ ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จุนท์ จันทรวงศ์ · จำนง นิยมวิภาต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้