Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4046/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามข้อ 11 แห่งข้อบังคับของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 1 ที่กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินโบนัสตามข้อบังคับนี้ให้ กทพ. หักเงินดังกล่าวชดใช้หนี้สินผูกพันหรือค่าเสียหายที่พนักงานผู้นั้นได้มีอยู่กับหรือก่อให้เกิดแก่ กทพ. ให้ครบถ้วนเสียก่อน" เป็นการให้สิทธิหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. ซึ่งตามมาตรา 344 สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ จะเอามาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์นำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษไม่ครบ อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 45,910 บาท แก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็นำสืบต่อสู้ว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าโจทก์ยักยอกเงิน นั้นไม่เป็นความจริง ความจริงมีเงินหายไป จำเลยที่ 1 ไม่สามารถสืบทราบว่าผู้ใดกระทำผิด จึงใส่ร้ายโจทก์เนื่องจากโจทก์มีตำแหน่งต่ำสุด ถือได้ว่าเป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหักเงินโบนัสซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ก่อให้เกิดแก่จำเลยที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าการมีหน้าที่บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้จ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษระดับ 3 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,640 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสองระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 ครบ 1 ปีมิได้ถูกสอบสวนความผิดทางวินัยและมิได้ถูกลงโทษทางวินัยในปีงบประมาณ 2545 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท โจทก์ทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ เพราะกรณีของโจทก์เข้าข้อบังคับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 114 ข้อ 6, 9, 10, 11 ซึ่งไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามฟ้องเพราะโจทก์ถูกจำเลยทั้งสองไล่ออกจากงานกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ โดยนำเงินค่าผ่านทางพิเศษ 45,910 บาท ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ไป โจทก์จะต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 4 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชดใช้เงิน 45,910 บาท คืนแก่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระ

จำเลยที่ 1 จะดำเนินการนำเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาหักชำระค่าเสียหายจนครบจำนวน โจทก์ได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉยและตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินโบนัสชดใช้หนี้สินผูกพันหรือค่าเสียหายที่โจทก์มีอยู่หรือก่อให้เกิดแก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อหักแล้วไม่มีเงินโบนัสเหลือ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยทั้งสองและคำแถลงรับของจำเลยทั้งสองแล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2545 โจทก์ทำงานครบ 1 ปี โดยมิได้ถูกสอบสวนและลงโทษทางวินัย โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ โดยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพักงานโจทก์ กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเรื่องทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามคำสั่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย

ล.4 ต่อมา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่พักงาน (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2545) โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อหาที่ได้มีคำสั่งพักงานโจทก์เนื่องจากโจทก์นำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษไม่ครบจำนวนที่ระบุไว้ในใบนำส่งเป็นเงิน 45,910 บาท ตามคำสั่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย ล.6 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 45,910 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.5 โจทก์รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่โจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ไล่โจทก์ออกจากงานต่อคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งลงโทษของจำเลยที่ 1 และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำสั่งครั้งที่ 8/2546 เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ออกเอกสารหมาย ล.2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันจ่ายเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาทแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะหักเงินโบนัสดังกล่าวเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยฉบับที่ 114 ว่าด้วยการจ่ายเงินโบนัสพนักงานเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 11 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อ 11 แห่งข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.1 ที่กำหนดว่า "ก่อนจ่ายเงินโบนัสตามข้อบังคับนี้ให้ กทพ. หักเงินดังกล่าวชดใช้หนี้สินผูกพันหรือค่าเสียหายที่พนักงานผู้นั้นได้มีอยู่กับหรือก่อให้เกิดแก่ กทพ. ให้ครบถ้วนเสียก่อน" ข้อบังคับดังกล่าวก็คือการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง ซึ่งตามมาตรา 344 บัญญัติว่า

"สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าหาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่..." แม้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์นำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษไม่ครบตามจำนวนดังที่ระบุไว้ในใบนำส่งเงินค่าผ่านทางพิเศษเป็นเงิน 45,910 บาท อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและให้โจทก์ดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเงิน 45,910 บาท แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ก็นำสืบต่อสู้ในคดีนี้ว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าโจทก์ยักยอกเงินของจำเลยที่ 1 นั้นไม่เป็นความจริง ความจริงที่แผนกโจทก์ทำงานมีเงินหายไป จำเลยที่ 1 ไม่สามารถสืบทราบว่าผู้ใดกระทำผิด จึงใส่ร้ายโจทก์เนื่องจากโจทก์มีตำแหน่งต่ำสุด

การที่โจทก์ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นกรณีที่สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ตามบทบัญญัติข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหักเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเงิน 12,526.71 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ก่อให้เกิดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิหักเงินโบนัสประจำปีงบประมาณ 2545 ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,526.71 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 พฤษภาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · ชวลิต ยอดเณร · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้