Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4020/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนต้องการให้ผู้คัดค้านที่ 3ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน กู้ยืมเงิน แต่ไม่สามารถทำได้เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 35 จำเลยจึงให้ผู้คัดค้านที่ 1 กู้ยืมเงินเพื่อนไปให้ผู้คัดค้านที่ 3กู้ยืมเงินนั้นต่อด้วยวิธีให้ผู้คัดค้านที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้จำเลยที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้รับอาวัล และผู้คัดค้านที่ 3 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 โดยจำเลยที่ 1เป็นผู้รับอาวัล ต่อมาก่อนผู้คัดค้านที่ 3 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ได้มีการหักกลบลบหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินกันระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1และผู้คัดค้านทั้งสามย่อมเป็นการหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชนซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 นิติกรรมการอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีผลบังคับโดยศาลไม่จำต้องเพิกถอน และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะเรียกเงินกู้คืนจากผู้คัดค้านที่ 3 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามเงินทุน จำกัดที่ 1 และนายฟู ฟูคุณฉลองที่ 2 ให้ล้มละลาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด ทางการสอบสวนของผู้ร้องปรากฏว่า เมื่อ พ.ศ. 2525 บริษัทเอส.ที.อาร์.ฟาร์ม จำกัดผู้คัดค้านที่ 1 ยืมเงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามเงินทุนจำกัด จำเลยที่ 1 รวม 3 ครั้ง ครั้งละ 5,000,000 บาท โดยผู้คัดค้านที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับฉบับละ 5,000,000 บาท กำหนดใช้เงินตามตั๋วในเวลา 3 เดือน และมีผู้คัดค้านที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อาวัล จำนวนเงินดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 1 นำไปให้บริษัทภาวินเครดิต จำกัด ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ต่อ แล้วผู้คัดค้านที่ 3 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 รวม 3 ฉบับ ๆ ละ 5,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1ได้ลงชื่อเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของผู้คัดค้านที่ 3 ไว้ทุกฉบับ

เมื่อครบกำหนดการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้มีการขยายระยะเวลาออกไปอีก ครั้งละ 3 เดือน และมีการเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินใหม่ด้วยวิธีการเดิม เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ ผู้คัดค้านที่ 1 มิได้ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 3 ฉบับ ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอหักกลบลบหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินของผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้อาวัลไว้ การที่จำเลยที่ 1 ลงชื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำลงทั้งที่ทราบว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบเพราะทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 หลุดพ้นความรับผิดในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินของตนโดยการหักกลบลบหนี้

ทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวสถานะการเงินของจำเลยที่ 1 ขาดสภาพคล่อง ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมกิจการ และในที่สุดได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 กับพวกถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดการที่จำเลยที่ 1 ลงชื่ออาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินไว้นั้น จำเลยที่ 1ได้กระทำลงในขณะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและผู้คัดค้านที่ 1 รวมทั้งผู้คัดค้านที่ 2 ผู้อาวัลตั๋วก็ได้รับประโยชน์ต่อหนี้ที่มีอยู่ระงับไป โดยมิได้เสียค่าตอบแทนใด ๆ เป็นการกระทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของผู้คัดค้านที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 มาตรา 113ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการที่จำเลยที่ 1 อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทภาวินเครดิต

จำกัดผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กู้เงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน15,000,000 บาท ตามคำขอกู้เงินเอกสารหมาย ร.9 ผู้คัดค้านที่ 1ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ฉบับ ฉบับละ 5,000,000 บาท กำหนดชำระภายใน 3 เดือน โดยมีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.3 ให้จำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินดังกล่าวไปให้ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ ผู้คัดค้านที่ 3 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ5,000,000 บาท กำหนดชำระใน 3 เดือน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้อาวัลตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย

ร.22 ถึง ร.24 ตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.3 และ ร.22 ถึง ร.24 ดังกล่าว มีวันออกตั๋ว จำนวนเงิน และวันถึงกำหนดชำระตรงกันคงต่างกันเฉพาะดอกเบี้ย เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระ มีการขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกหลายครั้ง ครั้งละ 3 เดือน มีการเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินใหม่ โดยผู้คัดค้านที่ 2 ได้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ออก และจำเลยที่ 1 ได้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ออกทุกครั้ง และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ต่อมาได้มีการขอหักกลบลบหนี้ระหว่างตั๋วสัญญาใช้เงินของผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือขอหักกลบลบหนี้เอกสารหมาย ค.4 จำเลยที่ 1 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2528 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทวงหนี้ไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.3 ผู้คัดค้านที่ 1ไม่ได้ปฏิเสธหนี้ภายในกำหนด ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิเสธหนี้เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2528 ตามเอกสารหมาย ร.4 มีปัญหาในชั้นฎีกาว่าจำเลยที่ 1 อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของผู้คัดค้านที่ 3 ที่สั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามเอกสารหมาย ร.22 -ร.24 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามคำให้การของนายสุธรรม โรจนวรกุล ผู้คัดค้านที่ 2 ตามเอกสารหมาย ร.6 คำให้การของนายเสงี่ยม กอปรัตนสุขกรรมการผู้จัดการของผู้คัดค้านที่ 1 ตามเอกสารหมาย ร.7 ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า

จำเลยที่ 1 มีความประสงค์ให้ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ยืมเงิน เพราะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันแต่ไม่สามารถกระทำได้เพราะต้องห้ามตามกฎหมาย จึงให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นตัวกลางกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วนำไปให้ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ยืมต่ออีกทอดหนึ่ง โดยให้จำเลยที่ 1 ค้ำประกันหนี้ของผู้คัดค้านที่ 3 ต่อผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ตกลงจึงมีการกู้ยืมเงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินและอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว และตามรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.26 ระบุว่า นายเฉลิมชัย อุทัยสมัยรักษ์สมุห์บัญชีของผู้คัดค้านที่ 3 ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 หลายครั้ง

จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ไม่สามารถให้กู้ยืมเงินได้อีกตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้คัดค้านที่ 3จึงไปกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 3 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 กู้ยืมเงิน แล้วผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ยืมเงินนั้นต่ออีก โดยให้จำเลยที่ 1 อาวัลหนี้จำนวนนั้นต่อผู้คัดค้านที่ 1 แสดงว่าหากจำเลยที่ 1 สามารถให้ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ยืมเงินได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนและเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยมากขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 จะให้ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ยืมเงินอีกไม่ได้เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522มาตรา 35 แก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2526 ซึ่งบัญญัติว่า"ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และหรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้น เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ รวมกันเกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วนกับเงินกองทุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ฯลฯ" ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 กู้เงินเพื่อนำไปให้ผู้คัดค้านที่ 3 กู้ยืมเงินต่อโดยวิธีการที่กล่าวมาแล้วเห็นได้ชัดว่า

มีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชนจึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การกระทำทั้งหลายของจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1ที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113 นิติกรรมอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินไม่มีผลบังคับไม่จำเป็นต้องเพิกถอน กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะเรียกร้องเงินกู้จำนวน 15,000,000 บาท จากผู้ร้องคัดค้านที่ 3ซึ่งมีหน้าที่จะต้องคืนเงินจำนวนนั้นแก่จำเลยที่ 1 เพราะรับเงินจำนวนนั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นการทำให้จำเลยที่ 1 เจ้าของเงินเสียเปรียบ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่10/2519 ระหว่างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด โจทก์นายกาญจน์ สายกัลยา กับพวก จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เดชา สุวรรณโณ · อัมพร เดชศิริ · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้