Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2501

พ.ศ. 2501 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามหลักกฎหมายถือว่า สิทธิทางทะเบียนตามชื่อในโฉนดย่อมเหนือกว่าสิทธิครอบครองแม้จะมีคำพิพากษาว่าโฉนดทับที่ของจำเลยถ้าโจทก์รับโอนโฉนดมาจากคู่ความเดิมคำพิพากษานั้นก็ไม่มัดโจทก์ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีเดิมโดยมิได้มีคำพิพากษาให้ทำลายโฉนดนั้นโจทก์จึงยังคงเป็นผู้รับโอนทางทะเบียนหาใช่รับโอนดุจเป็นที่ดินมือเปล่าไม่แต่ถ้าโจทก์ซื้อที่ดินนั้นมาโดยรู้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของโจทก์ก็ไม่สุจริตจะอ้างสิทธิทางทะเบียนยันจำเลยไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องกล่าวความว่า โจทก์ทั้งสองกับผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2281, 2282, 2283, 2284 และ 2285 รวม 5 โฉนดติดต่อเป็นผืนเดียวกัน รวมเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ที่ตำบลโยธกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อพ.ศ. 2493 นายพัดจำเลยแต่ผู้เดียว ได้มาตกลงเช่าที่ดินของโจทก์ทำนาส่วนหนึ่งกินที่ทั้ง 5 โฉนดเป็นเนื้อที่รวมกัน 170 ไร่ ค่าเช่าไร่ละ 3 ถังข้าวเปลือกแล้วนายพัดจำเลยเอาไปจัดการแบ่งให้นายจ้อยจำเลยกับพวกเช่าทำอีกต่อหนึ่ง การเช่าของนายพัดสิ้นสุดเพียงฤดูเก็บเกี่ยว พ.ศ. 2493 ส่วน พ.ศ. 2494 จำเลยมิได้มาตกลงเช่าที่ดินต่อโจทก์อีก แต่เดือน 6 พ.ศ. 2494 จำเลยกับบริวารได้พากันเข้าไปไถคราด และหว่านข้าวในที่ดินประมาณ 170 ไร่เดิมนั้นโจทก์ไปเตือนให้มาตกลงในเรื่องเช่าเสียก่อนกลับบิดพริ้วผัดเพี้ยนไม่มีกำหนดแน่นอน

ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์อันควรจะได้ปีละ 4,080 บาท จึงขอให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 4,080 บาท และต่อไปปีละ 4,080 บาท จนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ต่อไปนายพัดจำเลยให้การรับรองสมฟ้องโจทก์นายจ้อยจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้ว่า ไม่เคยเช่าที่นาจากผู้ใดที่นาพิพาท ที่จำเลยทำอยู่เป็นของปู่ ย่า ตกทอดมาถึงบิดาและตัวจำเลยเองได้ครอบครองเป็นเจ้าของตลอดมาโดยเปิดเผยรวมเวลาไม่น้อยกว่า 80 ปี ซึ่งโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้ว บรรพบุรุษของจำเลยเคยเป็นความกับผู้อื่นในเรื่องที่ดินรายนี้และชนะคดีมาแล้วหลายเรื่องโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตสมคบกับนายพัดจำเลยเจตนาฉ้อฉลเอาที่ดินของจำเลยเท่านั้น และแม้โจทก์จะมีชื่อในโฉนด โจทก์ก็รับโอนมาโดยไม่สุจริตและรู้อยู่ว่าที่ดินดังกล่าวถูกรอนสิทธิมานานแล้ว

ระหว่างพิจารณานายจ้อย จำเลยถึงแก่ความตาย นางบุญธรรมภรรยาของนายจ้อยจำเลยร้องขอเข้ารับมรดกความ ศาลอนุญาต คู่ความรับรองกันว่า ที่พิพาทในคดีเรื่องนี้อยู่ภายในบริเวณเส้นสีน้ำเงินหมาย ก.ข.ค.ง. ในแผนที่วิวาทหมาย จ.ล.1 เนื้อที่ประมาณ 68 ไร่ 1 งาน 80 วาศาลชั้นต้นทำการพิจารณาแล้ว เห็นว่า ที่นารายพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินรวม 5 โฉนดของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน คำพิพากษาตามสำนวนเก่าคดีแดงที่ 158/2472 ไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกได้ ฝ่ายจำเลยมิได้มีหลักฐานทางทะเบียนแต่ประการใด และการนำสืบในเรื่องครอบครองก็ไม่น่าเชื่อจึงต้องรับฟังว่าเป็นที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยเข้าไปทำนาในที่พิพาทก็เป็นการละเมิด และคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ปีละ 1,632 บาท จึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,632 บาทและปีต่อ

ๆ ไปอีกปีละ 1,632 บาทจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องต่อไปนางบุญธรรมผู้รับมรดกความของนายจ้อย จำเลยแต่ผู้เดียวอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าที่นารายพิพาทนี้ ศาลฎีกาได้พิพากษาแล้วตามสำนวนแพ่งคดีแดงที่ 158/2472 ว่าโฉนดที่ดินทั้ง 5 โฉนดนี้ทับที่ดินของนางใยมารดาจำเลยซึ่งครอบครองอยู่ จึงไม่มีผลให้ผู้รับโฉนดได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวนี้ โจทก์ซึ่งอาศัยสิทธิจากโฉนดดังกล่าวแล้วจึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยซึ่งได้ครอบครองที่พิพาทสืบต่อมาจากนางใย มารดาเท่ากับว่าโจทก์รับโอนมามือเปล่า ข้อวินิจฉัยจึงมีต่อไปว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2491 ซึ่งโจทก์ได้รับโอนโฉนดมานั้นใครเป็นผู้ครอบครองที่ดินรายพิพาท

ก็ปรากฏว่าจำเลยได้ครอบครองมาฝ่ายเดียว โจทก์หาได้เคยครอบครองไม่ ที่อ้างว่านายพัดเช่าทำก็รับฟังไม่ได้ จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องของโจทก์โจทก์ทั้งสองฎีกาต่อมาศาลฎีกาได้ฟังคำแถลงการณ์ของทนายโจทก์จำเลยและตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาในชั้นนี้คงมีเฉพาะข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับนายจ้อยจำเลยคนเดียวเท่านั้นข้อเท็จจริงได้ความว่าเดิม หลวงโยธาณัติการได้ซื้อที่ดินตามใบกรอกของบริษัทขุดคลองและคูนาสยามรวมผืนใหญ่เนื้อที่ 1,000 ไร่เศษแล้วขอออกโฉนดที่ดินโดยตัดแบ่งเป็นแปลง ๆ มีเนื้อที่โฉนดละประมาณ 100 ไร่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกันกับที่นารายพิพาทนี้ก็คือโฉนดที่ 2281, 2282, 2283, 2284 และ 2285 รวม 5 โฉนดติดต่อกัน ซึ่งมีรูปที่ดินขวางตะวัน

คือยาวจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ส่วนที่นาพิพาทรูปที่ดินยาวตามตะวันพาดกลางที่ดินทั้ง 5 โฉนดนั้นเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดเหล่านี้ให้แก่หลวงโยธาณัติการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2464 และได้ทำการโอนกันต่อ ๆ มา จนถึงพระยาอรสุมพลาภิบาลรับซื้อไว้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2470 และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2471 พระยาอรสุมพลาภิบาลได้ฟ้องนางใยขับไล่ออกจากที่นาแปลงพิพาทนี้ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่มีชื่อในโฉนดที่ดินเหล่านั้น ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่า "โฉนดที่ดินทั้ง 5 โฉนด ออกทับที่ดินของนางใยซึ่งได้ปกครองอยู่ก่อนเกินกว่า 10 ปี และโดยที่นางใยไม่ได้ยินยอมให้ผู้อื่นเข้ารับโฉนดในที่ดินของตน จึงเป็นการออกโฉนดทับที่ของผู้อื่นผู้รับโฉนดหาได้กรรมสิทธิ์ไม่"

ปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาที่ 969/2473 ในสำนวนแพ่งคดีแดงที่ 158/2472 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทราที่จำเลยอ้างมานั้นตั้งแต่นั้นนางใยก็คงครอบครองที่นารายพิพาทตลอดมาเช่นเดิมเมื่อนายจอนสามีและตัวนางใยตายไปแล้ว นายจ้อย จำเลยผู้บุตรเป็นคนรับมรดกและได้ครอบครองเรื่อยมาจนบัดนี้ ฝ่ายเจ้าของโฉนดก็คงยึดถือโฉนดและโอนกันต่อ ๆ มาอีก จนถึงวันที่ 22 กันยายน 2491 โจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 13 คน ร่วมกันซื้อที่ดิน 5 โฉนดนี้มาแล้วโจทก์ได้เป็นความฟ้องร้องนายจ้อย จำเลยเป็นคดีเรื่องนี้คู่ความในคดีเรื่องนี้ต่างโต้แย้งและอ้างสิทธิของตนไปคนละทางคือฝ่ายโจทก์อ้างสิทธิทางทะเบียนโดยที่มีชื่อในโฉนดที่ดิน ส่วนนายจ้อยจำเลยอ้างทางสิทธิครอบครอง ซึ่งตามหลักกฎหมายถือว่าสิทธิทางทะเบียนโดยที่มีชื่อในโฉนดที่ดินนั้น

ย่อมเหนือกว่าสิทธิครอบครอง ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 และ 1373 เป็นอาทิตั้งแต่นางใยชนะคดีเรื่องก่อนมาแล้วเมื่อ พ.ศ. 2473 ตลอดมาเป็นระยะเวลาถึง 20 ปี นางใยก็ดี สืบต่อมาจนถึงนายจ้อย จำเลยเองก็ดีไม่ได้สนใจที่จะก่อตั้งสิทธิของตนทางทะเบียนเสียเลย ไม่พยายามที่จะจัดการขอหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินของตนเป็นประการต้น และทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ดีแล้วว่าโฉนดที่ดินของคนอื่นออกทับที่ดินของตนอยู่ แต่ก็มิได้สนใจที่จะดำเนินการร้องขอต่อศาล หรือเจ้าพนักงานที่ดินให้ทำลายโฉนดที่ดินตอนที่ออกทับที่ของตนนั้นเสีย คงปล่อยปละละเลยเรื่อยมาซึ่งฟังว่าเป็นความผิดของตนโดยไม่มีข้อแก้ตัวประการใดเลย

จำเลยจะถือแต่เพียงว่าศาลเคยพิพากษาให้นางใยมารดาของจำเลยชนะคดีมาแล้ว โฉนดที่ดินย่อมใช้ไม่ได้ไปเองในตัวนั้นไม่ได้และเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์อ้างว่า "เมื่อโฉนดที่โจทก์นำมาฟ้องนี้ไม่มีผลตามกฎหมาย ให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทมาตั้งแต่แรกแล้ว โจทก์ผู้รับโอนมาก็เท่ากับรับโอนมามือเปล่า" นั้น ศาลฎีกาก็ไม่เห็นพ้องด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อน ศาลชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างพระยาอรสุมพลาภิบาลกับนางใยว่าใครเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากันในที่พิพาทแปลงนี้เท่านั้น หาได้พิพากษาให้ทำลายโฉนดที่ดินเหล่านั้นประการใดไม่ หลักฐานทางทะเบียนที่หอทะเบียนที่ดินก็ดีหลักฐานตามโฉนดที่ดินก็ดี คงเป็นอยู่ตามเดิมนั้นเองตลอดมาจำเลยสมควรที่จะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองบ้าง ตามแนวทางที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ฝ่ายจำเลยก็มิได้กระทำประการใดเลยแม้แต่น้อยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกได้รับโอนโฉนดเหล่านี้มาโดยได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วโดยชอบ

โฉนดเหล่านี้จึงยังเป็นประโยชน์แก่โจทก์อยู่สุภาษิตกฎหมายที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" ดังที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้นจะนำมาใช้ในคดีเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินรายพิพาทของจำเลยนี้ยังหาได้จดทะเบียนไว้ไม่จึงไม่อาจใช้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ได้จดทะเบียนสิทธิไว้แล้วเช่นนี้ได้ เว้นไว้แต่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่สุจริตหรือไม่ได้เสียค่าตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองอันเป็นทางแก้ประการเดียวในคดีเรื่องนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 13 คนร่วมกันออกเงินซื้อจากเจ้าของโฉนดที่ดินเดิม และลงชื่อในโฉนดที่ดินเหล่านี้ทั้ง 13 คน ปัญหาในเรื่องเสียค่าตอบแทนนั้นเป็นอันรับฟังได้ว่าเป็นความจริงคดีคงเหลือปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไป

ก็คือในเรื่องความสุจริตของโจทก์ปัญหาข้อนี้ จำเลยนำสืบว่าฝ่ายจำเลยก่นสร้างและครอบครองที่นารายพิพาทนี้สืบต่อเนื่องกันมาประมาณ 80 ปีแล้ว ไม่เคยเช่าต่อผู้ใดบ้านโจทก์อยู่ห่างที่นารายพิพาทระยะทางประมาณ 20 เส้นเศษและโจทก์รู้จักที่นาของจำเลยดี และจำเลยนำนายจ้อย พวงลำใย เข้ามาสืบนายจ้อย พวงลำใย คนนี้เป็นคนหนึ่งในจำนวน 13 คน ที่ซื้อที่ดิน 5 โฉนดนี้ร่วมกับโจทก์ และยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ในโฉนดเหล่านี้เช่นเดียวกันกับโจทก์และบุคคลอื่น ๆ นายจ้อยพวงลำใย ให้การยืนยันว่าที่นารายพิพาทเป็นของจำเลย ฝ่ายจำเลยครอบครองมานานแล้วตั้งแต่ครั้งบิดามารดาของจำเลย โฉนดที่ดินออกมาทับที่ของจำเลย นางใยมารดาของจำเลยจึงต้องเป็นความกับพระยาอรสุมพลาภิบาล

ตอนที่พยานกับโจทก์และคนอื่น ๆ รวมเงินกันซื้อที่ตามโฉนดที่ดินมานั้น พยานยืนยันว่าการซื้อไม่ได้เกี่ยวกับที่นารายพิพาทนี้เลย ที่นารายพิพาทของจำเลยเป็นอยู่อย่างไรก็คงเป็นอยู่ตามเดิม คงเอาแต่ที่ดินนอกที่รายพิพาท คือทางตอนเหนือและตอนใต้แบ่งปันกันไปตามส่วนที่ต่างคนออกเงินซื้อ พยานได้ที่ตอนหนึ่งติดกับที่รายพิพาทนี้ทางด้านใต้ และโจทก์ทั้งสองไม่เคยเข้าครอบครองที่รายพิพาทนี้เลย ซึ่งแสดงว่าผู้รับโอนโฉนดที่ดินรู้อยู่แล้วว่าที่นารายพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่ได้เกี่ยวข้องประการใดในที่นารายนี้ตัวโจทก์เองก็เบิกความรับว่าก่อนซื้อเห็นจำเลยทำนาแปลงพิพาทนี้อยู่ตลอดมาจนบัดนี้ แต่เลี่ยงไปเสียว่าตอนก่อนซื้อนั้นทราบว่าจำเลยเช่าจากภรรยาพระสุนทรซึ่งเป็นเจ้าของโฉนดเดิม และตอนหลังซื้อแล้วจำเลยเช่าจากนายพัดจำเลยที่ 1เฉพาะตอนก่อนซื้อ ที่อ้างว่าจำเลยเช่าจากภรรยาพระสุนทร

โจทก์ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันว่าเป็นความจริงเช่นนั้น นายระเบียบโจทก์ที่ 1 ให้การว่าทราบจากนายเหรียญบิดาของตนเป็นคนบอกเท่านั้นเอง เป็นการซัดทอดไปหานายเหรียญผู้ซึ่งตายไปแล้วตั้งหลายปีพิเคราะห์ตามคำให้การของนายเหรียญซึ่งเคยให้การไว้ในสำนวนเรื่องก่อนที่จำเลยอ้างมาประกอบกลับได้ความว่านารายพิพาทเป็นของนายจอน นางใยมาช้านานแล้ว นางปุ่นบุตรของหลวงโยธาณัติการเคยขอให้นายเหรียญไปห้ามนางใย นายเหรียญยังโต้เถียงว่าเป็นที่ของเขาจะไปห้ามเขาได้อย่างไรดังนี้เป็นต้น ข้อกล่าวอ้างของโจทก์จึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้นอกจากนี้โจทก์เบิกความรับรองว่า ที่ดินที่ร่วมกันซื้อมานั้นได้จัดแบ่งปันกันไปหมดสิ้นทั้ง 13 คนแล้ว แต่ยังคงเหลือที่พิพาทนี้อยู่ ซึ่งนายระเบียบโจทก์ที่ 1 ให้การว่ายกเอาไว้เป็นกองกลางคือผู้ซื้อทั้ง 13 คน

ยังเป็นเจ้าของอยู่ และนายระเบียบมอบให้นายหมาโจทก์ที่ 2 จัดการให้คนเช่าทำต่อมา ได้ค่าเช่าเท่าใดก็แบ่งปันกันระหว่างโจทก์ 2 คนเท่านั้นเพราะเจ้าของอีก 11 คน ยอมยกให้ไม่เอาส่วนแบ่ง คำให้การเช่นนี้ไม่เห็นมีเหตุผลที่จะกระทำให้น่าเชื่อได้ประการใด เมื่อแบ่งกันแล้วก็ควรที่จะแบ่งปันกันเสียให้สิ้นตอนหมดภาระไปเลยทีเดียว จะยกเอาไว้เป็นกองกลางทำไมกันอีกมากมายเช่นนั้น และจำเพาะจะยกเอาไว้เป็นกองกลางเฉพาะในวงที่พิพาทกันนี้ ซึ่งไม่ใช่ที่ดินเพียงเล็กน้อย แต่นายหมา โจทก์ที่ 2 ให้การไปเสียอีกทางหนึ่งว่าเจ้าของอีก 11 คน ไม่เอาที่ดินตอนนี้ตกลงให้เป็นของโจทก์ทั้งสองทั้งหมดเลยทีเดียว เหตุผลของโจทก์ทั้งสองคนจึงไม่ตรงกันกลับรับสมกับคำให้การของนายจ้อยพวงลำใย

พยานจำเลยที่ว่าผู้ซื้อต่างรู้กันอยู่ดีแล้วว่าที่นารายพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องคงแบ่งปันกันเฉพาะที่ดินนอกที่นารายพิพาทเท่านั้น หากแต่โจทก์ทั้งสองเกิดความโลภหวังว่าจะรวบเอาได้โดยยึดถือโฉนดที่ดินเป็นหลัก จึงเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นเช่นนี้อนึ่ง น่าสังเกตรูปเรื่องตามฟ้องของโจทก์อ้างว่าให้นายพัดจำเลยที่ 1 เช่าไป แล้วนายพัดจำเลยที่ 1 เอาไปให้นายจ้อย จำเลยเช่าต่อหลักฐานในการเช่าดังที่กล่าวอ้างนี้ โจทก์ก็ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นได้ประการใดนายระเบียบ โจทก์ที่ 1 ไม่รู้เห็นในการเช่าเช่นว่านั้นเลย โยนเรื่องไปให้นายหมา โจทก์ที่ 2 โดยอ้างว่ามอบให้นายหมาไปจัดการ ส่วนนายหมาโจทก์ที่ 2 อ้างต่อไปว่า ให้นายพัด จำเลยที่ 1 เช่าไปทั้งหมด สัญญาเช่าก็ไม่มี พยานบุคคลประกอบก็ไม่มี แม้แต่ตัวนายพัดจำเลยที่ 1 ก็ไม่กล้าอ้างเข้ามาสืบดังนี้แล้ว จะให้เชื่อได้อย่างไรว่านายจ้อย จำเลยที่ 2 เช่าที่รายพิพาทนี้จากนายพัด จำเลยที่ 1 ดังข้อหาของโจทก์อาศัยเหตุผลทั้งหลายดังกล่าวมา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าที่นารายพิพาทนี้เป็นของนายจ้อย จำเลยครอบครองสืบต่อเนื่องจากบิดามารดามาช้านานหลายสิบปีแล้ว โจทก์รับโอนโฉนดที่ดินมาโดยรู้อยู่แล้วเป็นการจดทะเบียนสิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคสอง จึงไม่มีสิทธิในที่รายพิพาทนี้ดีกว่านายจ้อย จำเลยเหตุฉะนี้ ศาลฎีกาจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนในผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องของโจทก์สำหรับนายจ้อย จำเลยนี้ ให้ยกฎีกาของโจทก์และให้โจทก์เสียค่าทนายชั้นนี้แก่นายจ้อย จำเลยเป็นเงิน 150 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ · ประมูล สุวรรณศร · วิเทศจรรยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2233/2548

คดีก่อน ธนาคาร ก. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย โดยมีจำเลยคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนแล้วว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยคดี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2546

การนำสืบเพื่อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ใด การออกเอกสารสิทธิที่พิพาทชอบหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง อีกทั้งมิใช่การนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงสาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2546

จำเลยร่วมซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกับโจทก์ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยอมทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนจากจำเลยร่วม หากโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อเสร็จสิ้น จำเลยร่วมยอมให้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3482/2541

โจทก์ ได้ สิทธิ ภารจำยอม โดย อายุความ ตาม คำพิพากษา ของ ศาล โจทก์ บอกกล่าว ให้ จำเลย เจ้าของ ภารยทรัพย์ ไป ดำเนินการ จดทะเบียน สิทธิ ภารจำยอม ที่ โจทก์ ได้ มา แต่ จำเลย เพิกเฉย ถือได้ว่า เป็น การ โต้แ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2541

โจทก์ได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความตามคำพิพากษาของศาล โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยเจ้าของภารยทรัพย์ไปดำเนินการจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมที่โจทก์ได้มา แต่จำเลย เพิกเฉย ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์ซึ่งเป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้