Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4014/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายครั้งแรกในคืนวันที่ 16 มีนาคม 2544 ครั้นถึงวันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยงวัน ผู้เสียหาย จะกลับบ้านจึงเดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุกับนางสาว ร. เดินไปประมาณ 2 กิโลเมตร จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ขับรถจักรยานยนต์ตามมา จำเลยที่ 2 จับแขนนางสาว ร. จำเลยที่ 1 จับแขนผู้เสียหายบอกผู้เสียหายว่าค่อยกลับตอนเย็น ผู้เสียหายไม่ยอม จำเลยที่ 1 ดึงแขนลากตัวผู้เสียหายกลับไปในบ้านเกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายอีก 1 ครั้ง เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับพวกติดตามผู้เสียหายทันที ถือว่าผู้เสียหายยังไม่หลุดพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก ดังนั้น การกระทำชำเราของจำเลยที่ 1 ทั้งสองครั้งจึงต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่ในวาระเดียวกัน โดยเจตนาเดิมไม่ขาดตอนจากกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๗๗, ๒๘๓ ทวิ, ๓๑๐, ๓๑๗ จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันพรากพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร และข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน แต่ให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าร่วมกันพรากพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง แต่ไม่ได้กระทำการอนาจาร

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๒๗๗ วรรคหนึ่ง, ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง, ๓๑๐ วรรคหนึ่ง, ๓๑๗ วรรคสาม ส่วนจำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง, ๓๑๐ วรรคหนึ่ง, ๓๑๗ วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๖ และ ๗๕ ตามลำดับ รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๔ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ๑๒ เดือน ลดโทษให้กึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี ๓ เดือน ส่วนจำเลยที่ ๒ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๑๒ เดือน ให้เปลี่ยนโทษ จำคุกจำเลยทั้งสองเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดตรัง สำหรับจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน นับแต่วันพิพากษา จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันพิพากษา ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๓ ทวิ วรรคสอง และมาตรา ๓๑๗ เป็นความผิดต่างกรรมกัน และจำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง เป็นสองกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๖ แล้งคงจำคุก ๒ ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้วจำคุก ๑ ปี รวมเป็นโทษจำคุก ๓ ปี ๓ เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปฝึกและอบรมมีกำหนด ๒ ปี ๖ เดือน นับแต่วันพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า การที่จำเลยที่ ๑ กระทำชำเราผู้เสียหาย ๒ ครั้ง เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ ๑ กระทำชำเราผู้เสียหายครั้งแรกในคืนวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๔ ครั้นถึง วันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยงวันผู้เสียหายจะกลับบ้านจึงเดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุกับนางสาว ร. เดินไปได้ประมาณ ๒ กิโลเมตร จำเลยทั้งสองกับพวกอีก ๑ คน ขับรถจักรยานยนต์ตามมา จำเลยที่ ๒ จับแขนนางสาว ร. จำเลยที่ ๑ จับแขนผู้เสียหาย บอกผู้เสียหายว่าค่อยกลับตอนเย็น ผู้เสียหายไม่ยอม จำเลยที่ ๑ ดึงแขนลากตัวผู้เสียหายกลับไปบ้านเกิดเหตุแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายอีก ๑ ครั้ง

เห็นว่า จำเลยที่ ๑ กับพวกติดตามผู้เสียหายไปในลักษณะทันที ถือว่าผู้เสียหายยังไม่หลุดพ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ กับพวก ดังนั้น การกระทำชำเราของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองครั้งจึงต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่ในวาระเดียวกัน โดยเจตนาเดิมไม่ขาดจากกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำสองกรรม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น .

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วสันต์ ตรีสุวรรณ · อมร วีรวงศ์ · สบโชค สุขารมณ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตรังแผนกคดีเยาวชนและ - นายสุจินต์ หลีสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนแ - นายพิศาล อัยยะวรากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้