Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4012/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อสินค้าคงเหลือเป็นสินค้าเสื่อมราคาและมีราคาตลาดเพียงร้อยละ 15 ของราคาทุน การตีราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาตลาดซึ่งต่ำกว่าราคาทุนในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงเป็นไปตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 65

เนื้อความคำพิพากษา

เมื่อสินค้าคงเหลือเป็นสินค้าเสื่อมราคาและมีราคาตลาดเพียงร้อยละ 15 ของราคาทุน การตีราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาตลาดซึ่งต่ำกว่าราคาทุนในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงเป็นไปตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6)จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คัดค้าน คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ลงวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2534โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้ประกอบกิจการค้าโดยเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้า อะไหล่ อุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมบำรุง มาตั้งแต่ปี 2517 เนื่องจากรถยนต์โตโยต้าได้มีการเปลี่ยนรูปแบบทุก ๆ ปี ฉะนั้นอะไหล่หรืออุปกรณ์รถยนต์โตโยต้าที่ซื้อมาเกินกว่า 3 ปี และถ้ายังคงค้างอยู่ในสต๊อกจึงเป็นอะไหล่หรืออุปกรณ์ที่ล้าสมัยจะมีลูกค้ามาซื้อเพียงจำนวนเล็กน้อย

สำหรับอุปกรณ์และอะไหล่ที่ใช้ได้กับรถยนต์โตโยต้าทุกรุ่น เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือยางผสม ซึ่งเก็บไว้นานในอากาศร้อนก็เสื่อมคุณภาพทั้งทำให้เกิดสนิมซึ่งจะขายได้ในราคาต่ำและบางครั้งก็ขายไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นอะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์โตโยต้ามีรหัสหมายเลขประจำว่า ใช้รถโตโยต้ารุ่นใดรหัสดังกล่าวบางครั้งก็ลบเลือน บางครั้งทางบริษัทโตโยต้าก็เปลี่ยนรหัสหมายเลขฉะนั้นเมื่อลูกค้ามาซื้ออะไหล่หรืออุปกรณ์ โจทก์ก็ไม่สามารถจะขายให้ลูกค้าได้ จึงทำให้อะไหล่และอุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ในสต๊อกโดยไม่ได้ขายให้แก่ผู้ใด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 โจทก์จึงได้ตีราคาสินค้าอะไหล่และเครื่องอุปกรณ์รถยนต์โตโยต้าซึ่งมีอายุการซื้อมากกว่า 3 ปีแล้ว โดยคำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้ว แต่อย่างใดจะน้อยกว่านั้นซึ่งเป็นการคำนวณอย่างถูกตามหลักการบัญชี และอำนาจของกฎหมายอันทำให้สินค้ามีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าเดิมเป็นเงิน 1,746,858.80 บาท และโจทก์ถือเอามูลค่าของอะไหล่ และอุปกรณ์ของบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย

จำกัด ซึ่งซื้อมาเกินกว่า 3 ปี หลังจากหักจากมูลค่าที่ลดลงนี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528โจทก์ได้รับหนังสือจากเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 เป็นเงินทั้งสิ้น 1,611,510 บาท ภายใน 30 วันโดยอ้างเหตุผลว่าการตีราคาสินค้าคงเหลือประเภทอะไหล่รถยนต์คงเหลือปลายงวดลดลงต่ำกว่าราคาทุนจำนวน 1,746,858.80 บาทเป็น ผลให้โจทก์มีกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามการปรับปรุงคิดเป็นเงิน 696,117.03 บาท เมื่อรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,611,510.91 บาท โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และมีหนังสือขอให้มาสำรวจสินค้าพิพาทเพื่อประกอบการตีราคาจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ยอมมา แต่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้ลดเบี้ยปรับลงเป็นเงิน 348,058.51 บาท

คงเรียกเก็บเป็นเงินภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มทั้งสิ้น 1,263,452 บาทโดยอ้างเหตุผลว่า โจทก์ปฏิบัติผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเข้าใจผิดในกฎหมาย โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3และที่ 4 ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว เพราะจากการตรวจสอบปรากฏว่ามูลค่าของอะไหล่รถยนต์คงเหลือปลายงวดที่โจทก์นำมาคำนวณเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง กล่าวคือตามบัญชีหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า มีสินค้าอะไหล่คงเหลือปลายงวดมีมูลค่า 5,021,435 บาท แต่โจทก์นำมาคำนวณเสียภาษีโดยระบุว่ามีอะไหล่คงเหลือปลายงวดเพียง 3,274,576.20 บาท

ต่ำไป1,746,858.80 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงปรับปรุงรายได้ของโจทก์และคำนวณภาษีใหม่ ผลทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีรวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 1,611,510.91 บาทต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า การประเมินชอบแล้วแต่โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรจึงลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50 คงเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 1,263,452 บาท การตีราคาสินค้าคงเหลือลดลงของโจทก์ไม่ถูกต้องและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เพราะสินค้าพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ยังไม่ได้จำหน่ายและนำออกใช้สินค้าดังกล่าวจึงมิใช่สินค้าเสื่อมสภาพ เสื่อมราคาหรือล้าสมัยไม่มีอัตรากำหนดกฎหมายว่าสินค้าดังกล่าวจะต้องเสื่อมสภาพล้าสมัยและเสื่อมราคาลงเป็นมูลค้าเท่าใด

การที่โจทก์กำหนดเหมาเอาเองว่า สินค้าดังกล่าวจะต้องจำหน่ายได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าเดิม เป็นเงิน 1,746,858.80 บาท จึงไม่ถูกต้อง ทั้งไม่ปรากฏว่าสินค้าของโจทก์ซื้อมาเกิน 3 ปี ดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ หากเป็นสินค้ารุ่นเก่าอาจหายากและราคาแพง โจทก์จะต้องคงมูลค่าสินค้าอยู่ในบัญชีในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามที่ได้ถือปฏิบัติมาเช่นทุกปี และหากมีการจำหน่ายไปต่ำกว่าราคาทุนของสินค้าจริงก็มีผลเป็นการ ขาดทุนจากการขายสินค้าในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

แทนโจทก์ด้วยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อปี 2517โดยจำหน่ายรถยนต์โตโยต้า อะไหล่ และรับซ่อมรถยนต์ด้วยเดิมโจทก์ได้ตีราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาทุนเรื่อยมาทุกปี จนเมื่อปี 2528 โจทก์ได้ตีราคาสินค้าคงเหลือที่ซื้อมาเกิน 3 ปี ให้ต่ำกว่าทุนโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ 15 ของราคาทุน ทำให้สินค้าคงเหลือมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าเดิม 1,746,858.80 บาท โจทก์ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีภาษี 2528 ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือจากพนักงานประเมินแจ้งให้นำภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 1,611,510 บาท

ไปชำระภายใน 30 วัน โดยอ้างว่าโจทก์ตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดต่ำกว่าราคาทุนเป็นเงิน 1,746,858.80บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับลงเป็นเงิน 348,088.51 บาท โดยเหตุผลว่าโจทก์ปฏิบัติผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์คงเรียกเก็บภาษีเพิ่มเงินเพิ่มภาษีและเบี้ยปรับเพียง 1,263,452 บาท โจทก์ยังไม่เห็นด้วยจึงได้ฟ้องเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์ได้คำนวณราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 ตามราคาตลาด ในการคำนวณกำไรสุทธิตามเงื่อนไขในกฎหมายโดยลดราคาสินค้าคงเหลือร้อยละ 15 ของราคาทุน จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์ลดราคาสินค้าคงเหลือต่ำลงกว่ามูลค่าเดิม 1,746,858.80 บาท จึงได้ปรับปรุงยอดกำไรสุทธิใหม่แล้วแจ้งประเมินให้โจทก์เสียภาษีตามฟ้องปัญหาจึงมีว่า

โจทก์ได้คำนวณราคาสินค้าคงเหลือตามราคาตลาดซึ่งน้อยกว่าราคาทุนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสวิง สรรพาณิชย์ ผู้สอบบัญชีของโจทก์ เป็นพยานเบิกความว่านายสวิงเริ่มสอบบัญชีของโจทก์เมื่อปี 2528 ต่อจากผู้สอบบัญชีคนเก่าสอบถามแล้ว ปรากฏว่าก่อนหน้านี้โจทก์คำนวณราคาสินค้าคงเหลือตามราคาทุนตลอดมา นายสวิงเห็นว่าไม่ถูกต้อง การคำนวณราคาสินค้าคงเหลือจะต้องคำนวณตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า จึงแจ้งให้โจทก์ตรวจสอบราคาตลาดของสินค้าคงเหลือ แล้วโจทก์ได้คำนวณกำไรสุทธิโดยถือเอาราคาสินค้าคงเหลือตามราคาตลาดซึ่งน้อยกว่าราคาทุนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 และได้ความจาก นางทองรวย จึงตระกูล หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ นางสาววนิดา

ติงประเสริฐสิน ผู้จัดการฝ่ายอะไหล่ของโจทก์ กับนางสาวดวงใจ ไตรบัญญัติกุล พนักงานของโจทก์อีกว่า เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งจากนายสวิงดังกล่าวแล้วได้โทรศัพท์สอบถามไปยังบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ถึงราคาอะไหล่ค้างสต๊อกโจทก์ได้รับแจ้งว่าอะไหล่ค้างสต๊อกจะมีราคาเหลือเพียงร้อยละ 15 ของราคาทุน โจทก์จึงได้ตรวจสอบอะไหล่ที่เหลือโดยแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คืออะไหล่ที่เหลือไม่เกิน 3 ปี จะคำนวณในราคาทุน และอะไหล่ที่เหลือเกิน 3 ปี ซึ่งเป็นอะไหล่ตกรุ่น เสื่อมคุณภาพ ชำรุด หรืออะไหล่ตกค้าง ขายไม่ออก อะไหล่ที่มีอายุเกิน 3 ปีนี้ โจทก์ได้ออกรายการแยกเป็นบัญชีไว้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 26-71 ซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือที่พิพาทนี้หลังจากถูก

พนักงานประเมินเรียกตรวจสอบไต่สวนการคำนวณราคาสินค้าพิพาท โจทก์จึงได้ขอให้บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัดทำหนังสือแจ้งราคาสินค้าค้างสต๊อกดังกล่าว ซึ่งโจทก์ก็ได้รับแจ้งมา ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 จะเห็นได้ว่า อะไหล่ซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือเกิน 3 ปี นางสาววนิดากับนางสาวดวงใจยืนยันว่าเป็นผู้แยกประเภทและทำรายการตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 26-71 ออกมาเอง ซึ่งจำนวนอะไหล่คงเหลือนี้จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งนางสาววนิดากับนางสาวดวงใจก็ยืนยันว่าเป็นอะไหล่ที่เก็บไว้เกิน 3 ปี บางชนิดก็ตกรุ่นขายไม่ออกบางชนิดชำรุดเสื่อมคุณภาพ หลังจากเจ้าพนักงานประเมินโต้แย้งการคำนวณราคาสินค้าพิพาทของโจทก์ โจทก์ก็ได้มีหนังสือขอให้ฝ่ายจำเลยส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบสินค้าพิพาท ซึ่งขณะนั้นยังค้างอยู่ในสต๊อก แต่ฝ่ายจำเลยก็ไม่ยอมไป

หากไปอย่างน้อยก็อาจตรวจจำนวนและหมายเลขอะไหล่ว่าตรงกับรายการในเอกสาร จ.1 แผ่นที่ 26-71 ที่โจทก์ทำไว้หรือไม่ มีร่องรอยของความชำรุดตามที่โจทก์อ้างหรือไม่ เมื่อโจทก์มีพยานเบิกความยืนยันว่า สินค้าพิพาทเสื่อมราคาและจำเลยไม่มีพยานมาสืบหักล้างจึงน่าเชื่อว่าสินค้าพิพาทมีราคาตลาดน้อยกว่าราคาทุนในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2528 และโจทก์มีนายสุนทร วรเดชวิเศษไกรรองผู้จัดการฝ่ายอะไหล่ของบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัดเป็นพยานสนับสนุนอีกว่า ทางบริษัทเคยให้คำปรึกษาเรื่องราคาอะไหล่ ที่ตกค้างแก่โจทก์จริง โดยแจ้งว่าจะเหลือราคาเพียงร้อยละ 15 ของราคาทุน ต่อมาโจทก์ขอให้บริษัทแจ้งราคาดังกล่าวเป็นหนังสือ นายสุนทรจึงทำหนังสือตามเอกสารหมาย

จ.1 แผ่นที่ 7แจ้งให้โจทก์ทราบ ราคาสินค้าตกค้างนี้เป็นราคาที่บริษัทเคยรับซื้อ คืนจากตัวแทนจำเลยเป็นการกำหนดราคาจากวิธีคำนวณตาม วิชาสถิติ การจำหน่าย จึงมิใช่หลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดเองดังที่จำเลยอ้าง แม้โจทก์จะสอบราคาไปที่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด แห่งเดียว แต่บริษัทดังกล่าวย่อมทราบวิธีกำหนดราคาสินค้าตกค้างดี เพราะจำหน่ายมานานมีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ส่วนที่โจทก์ขายสินค้าพิพาทให้แก่อู่สุขุมวิท 47 ในเวลาต่อมาในราคาเพียง 252,879 บาทต่ำกว่าที่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ที่ตีราคาเหลือร้อยละ 15 ของราคาทุนเป็นเงิน 308,269 บาท นั้นเหตุที่โจทก์ไม่นำไปขายให้แก่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย

จำกัดซึ่งให้ราคาสูงกว่าเพราะโจทก์เพิ่งขายให้แก่อู่สุขุมวิท 47เมื่อปี 2532 ซึ่งในตอนนั้นบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัดไม่มีนโยบายรับซื้อคืนแล้วแม้ราคาจะเหลือเพียงร้อยละ 15 ก็ตามซึ่งกลับทำให้เห็นว่าราคาสินค้าพิพาทเหลือไม่เกินร้อยละ 15คดีฟังได้ว่าสินค้าพิพาทมีราคาตลาดตามที่โจทก์นำสืบ ซึ่งน้อยกว่าราคาทุนต้องตามเงื่อนไขในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6)การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมิชอบ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 2,000 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพ็ง เพ็งนิติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2566

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2562

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้