Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4006/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัทจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนิติบุคคลก็มีสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต่างหากจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นกรรมการ ดังนั้น การกระทำใด ๆของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ว่าจะเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 อันถือว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำการนั้นเสมอไป ต้องพิจารณาว่าการที่จำเลยที่ 2 กระทำนั้นเป็นการกระทำในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือไม่ด้วย เมื่อสัญญาว่าจ้างถ่ายแสดงแบบมิได้ระบุห้ามจำเลยที่ 2 มิให้บันทึกภาพการแสดงแบบของโจทก์ในรูปแบบอื่นนอกจากเป็นม้วนเทปวีดีโอไว้โดยชัดแจ้งและสัญญาว่าจ้าง ข้อ 3 กำหนดให้ลิขสิทธิ์ที่เกิดจากการทำงานครั้งนี้ตกเป็นของจำเลยที่ 2 ผู้ว่าจ้าง จำเลยที่ 2จึงมีสิทธิในงานบันทึกภาพการแสดงแบบของโจทก์ดังกล่าวอันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทโสตทัศนวัสดุตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯมาตรา 6 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะนำงานนั้นมาทำซ้ำหรือบันทึกภาพของโจทก์ดังกล่าวซ้ำในรูปแบบของม้วนเทปวีดีโอหรือแผ่นซีดีหรือแผ่นเลเซอร์ดิสก์อย่างหนึ่งอย่างใดออกจำหน่ายได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 15(1) การกระทำของจำเลยที่ 2ไม่เป็นการผิดสัญญาว่าจ้าง และไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาว่าจ้าง จำเลยที่ 1จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายม้วนเทปวีดีโอ แผ่นซีดีและแผ่นเลเซอร์ดิสก์นั้น ก็เป็นการจัดจำหน่ายสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของจำเลยที่ 1จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์มิใช่ผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 และนางวัฒนี มนต์พิชิต ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้โจทก์ประกอบอาชีพนางแบบและนักแสดงภาพยนต์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศโดยใช้ชื่อในการแสดงว่า "ธิดา ธีรรัตน์"เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวว่าจ้างโจทก์ให้แสดงเป็นนางแบบในการถ่ายทำและบันทึกภาพเป็นม้วนเทปวีดีโอคาราโอเกะที่ต่างประเทศประเภทม้วนเดียวบรรจุ 12 เพลงเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำไปผลิตและจำหน่ายในประเภทม้วนเทปวีดีโอคาราโอเกะเท่านั้น ตกลงค่าจ้างกันเป็นเงินจำนวน 600,000 บาทต่อมาในวันที่ 23 ธันวาคม 2539 และวันที่ 5 มกราคม 2540 โจทก์ตรวจพบว่า

จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายที่มีโจทก์เป็นผู้แสดงแบบดังกล่าวไปผลิตและจำหน่ายในรูปแบบของแผ่นซีดีและแผ่นเลเซอร์ดิสก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์อันเป็นการผิดสัญญาและละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองหยุดผลิตจำหน่ายและเก็บแผ่นซีดี แผ่นเลเซอร์ดิสก์คาราโอเกะที่มีรูปภาพของโจทก์เป็นผู้แสดงแบบกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ถ่ายแบบผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์ในวีดีโอเทปคาราโอเกะคือบริษัทมิวสิคสเตชั่นจำกัด

ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น จำเลยที่ 2ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ถ่ายแบบตามคำฟ้อง ส่วนสัญญาว่าจ้างถ่ายแบบระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิได้ระบุว่าให้ถ่ายทำเพื่อมาทำการผลิตเฉพาะในรูปแบบของม้วนเทปวีดีโอคาราโอเกะเท่านั้น หากแต่นำไปผลิตสินค้าคาราโอเกะได้ทุกประเภท ทั้งตามสัญญาก็กำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ที่เกิดจากการทำงานครั้งนี้ จำเลยที่ 2 จึงตกลงให้บริษัทมิวสิคสเตชั่นจำกัด เป็นผู้นำผลงานไปผลิตเป็นสินค้าคาราโอเกะทุกชนิดเพื่อจำหน่ายแก่ประชาชน จำเลยทั้งสองไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์หรือผิดสัญญาต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองหยุดผลิต จำหน่าย และเก็บแผ่นซีดีกับแผ่นเลเซอร์ดิสก์คาราโอเกะที่มีรูปโจทก์เป็นผู้แสดงที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดเสีย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ทำการแทนจำเลยที่ 1ได้ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นนางแบบในการถ่ายทำคาราโอเกะในราคา 600,000 บาท ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมายจ.4 เมื่อถ่ายทำเสร็จแล้วบริษัทมิวสิคสเตชั่น จำกัด ได้ซื้อลิขสิทธิ์ในวีดีโอเทปคาราโอเกะดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 2 และจัดทำเป็นอัลบั้มมาสเตอร์พีซธิดา ธีรรัตน์ คาราโอเกะ ทั้งในรูปแบบของม้วนเทปวีดีโอแผ่นซีดี และแผ่นเลเซอร์ดิสก์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดจำหน่ายในราคา350 บาท 590 บาท และ 1,500 บาท ตามลำดับมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นนี้ประการแรกว่า

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า"ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล"ซึ่งหมายความว่า ความประสงค์ในการที่จำเลยที่ 1 ต้องการว่าจ้างโจทก์ให้แสดงแบบย่อมแสดงออกโดยการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวก็ตามแต่จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นนิติบุคคลก็มีสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1ต่างหากจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นกรรมการ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ของจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ว่าจะเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 อันถือว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการนั้นเสมอไป ต้องพิจารณาว่าการที่จำเลยที่ 2กระทำนั้นเป็นการกระทำในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือไม่ด้วยตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย

จ.4 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "สัญญานี้จัดทำขึ้นระหว่างนายพีรพล มนต์พิชิต (จำเลยที่ 2) อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 729/98-102 ถนนรัชดาภิเษก แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร เรียกว่า "ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับนางสาวสุชาดาปวรัถวิจิตร (โจทก์) อายุ 27 ปี เรียกว่า "ผู้รับจ้าง" อีกฝ่ายหนึ่ง"โดยไม่ปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำสัญญานี้เลยทั้งจำเลยที่ 2 ก็ทำสัญญาโดยไม่ได้ระบุฐานะที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 หรือได้มีการประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ไว้ด้วยตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของบริษัทจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แต่อย่างใด ต่างจากที่โจทก์เคยทำสัญญารับจ้างถ่ายแสดงแบบกับบริษัทอีวีเอส

เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2538 ตามเอกสารหมาย ล.1 ที่ระบุว่า "สัญญาฉบับนี้ได้ทำขึ้นระหว่างบริษัทอีวีเอสเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด โดยนายเสกสรร สุนันท์กิ่งเพชร เรียกว่า"ผู้ว่าจ้าง" ฝ่ายหนึ่ง กับนางสาวสุชาดา ปวรัถวิจิตร (ธิดา ธีรรัตน์) เรียกว่า"ผู้แสดงแบบ" อีกฝ่ายหนึ่ง "ซึ่งเป็นกรณีที่แสดงว่านายเสกสรรทำสัญญากับโจทก์ในฐานะเป็นผู้แทนของบริษัทอีวีเอส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัดและการที่สัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ที่มีข้อความว่า "บริษัทสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นใดได้ (ทำขึ้นเพื่อแจก)" ดังเช่นที่โจทก์ฎีกานั้น ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้ตีความคำว่า "บริษัท" นั้นให้หมายถึงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาว่าจ้างฉบับนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้เพราะคำว่า

"บริษัท" ดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นบริษัทใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 ทำขึ้นที่บ้านเลขที่ 729/98-102ถนนรัชดาภิเษก แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครตรงกับที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 1 นั้น แม้จะได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า บ้านพักอาศัยของจำเลยที่ 2 และสำนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่แห่งเดียวกัน คือจำเลยที่ 2เปิดบ้านพักอาศัยเป็นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่เพียงพอให้ฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างฉบับนี้ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อไว้ก็ไม่ได้ระบุว่าในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

เมื่อสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 มิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งไม่ได้ระบุฐานะของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญากับโจทก์ว่าเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 และไม่มีตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ประทับไว้ด้วยแล้ว จึงเห็นได้โดยชัดแจ้งตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4นั้นแล้วว่า เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาในฐานะส่วนตัวกับโจทก์มิได้ทำในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1อีกฐานะหนึ่งแต่อย่างใดมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมายจ.4 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านรับว่า โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความในสัญญาเอง ซึ่งมีข้อตกลงว่าจ้างตามข้อ 1 ระบุว่า"ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับจ้างถ่ายทำคาราโอเกะที่ต่างประเทศจำนวน 12 เพลง และผู้ว่าจ้าง (ที่ถูกเป็น

"ผู้รับจ้าง")ตกลงทำสัญญากับผู้ว่าจ้างจะไม่ถ่ายทำคาราโอเกะรวมอัลบั้มจำนวน 12 เพลง ในม้วนเดียวกันกับบริษัทอื่น ๆ อีกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันวางจำหน่ายวันแรก ภาพที่ถ่ายทำมานี้บริษัทสามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นใดได้ (ทำขึ้นเพื่อแจก)" ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าวนี้แล้ว ย่อมเห็นได้ว่ามีสาระสำคัญของข้อตกลงอยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก โจทก์ตกลงที่จะแสดงเป็นนางแบบให้จำเลยที่ 2 ถ่ายทำเป็นคาราโอเกะ โดยเดินทางไปถ่ายทำกันในต่างประเทศเป็นจำนวน 12 เพลง และประการที่ 2 โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์จะไม่ไปรับจ้างแสดงเป็นนางแบบให้บริษัทอื่นถ่ายทำเป็นคาราโอเกะรวมอัลบั้มจำนวน 12 เพลง ในม้วนเดียวกันอีกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน

นับจากวันที่จำเลยที่ 2 นำบันทึกภาพการแสดงแบบของโจทก์ที่ถ่ายทำเป็นคาราโอเกะให้แก่จำเลยที่ 2 ออกวางจำหน่ายในท้องตลาดในวันแรก ข้อตกลงที่โจทก์จะแสดงเป็นนางแบบให้จำเลยที่ 2ถ่ายทำเป็นคาราโอเกะ จำนวน 12 เพลง นั้น ไม่ได้ระบุไว้เป็นการเฉพาะว่าจำเลยที่ 2 จะจัดทำเป็นคาราโอเกะออกจำหน่ายได้ในประเภทม้วนเทปวีดีโอเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากที่โจทก์ทำสัญญารับจ้างถ่ายแสดงแบบให้แก่บริษัทอีวีเอส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ตามหนังสือสัญญาว่าจ้างถ่ายแสดงแบบเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 2 ที่ระบุว่า "ผู้แสดงแบบตกลงยอมที่จะให้ "ผู้ว่าจ้าง" ถ่ายแบบได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในวีดีโอ เพื่อเป็นปกเทปวีดีโอคาราโอเกะ และเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการขายวีดีโอคาราโอเกะเท่านั้น" ซึ่งเป็นการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าผู้ว่าจ้างโจทก์ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย

ล.1ต้องนำภาพดังกล่าวไปจัดทำเป็นม้วนเทปวีดีโอคาราโอเกะเท่านั้น ดังนั้นเมื่อสัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย จ.4 มิได้มีการกำหนดประเภทของการบันทึกภาพที่จำเลยที่ 2 จะจัดทำขึ้นเพื่อออกจำหน่าย จำเลยที่ 2ย่อมมีสิทธิที่จะบันทึกภาพที่โจทก์แสดงเป็นนางแบบให้จำเลยที่ 2ถ่ายทำเป็นคาราโอเกะดังกล่าวและผลิตเป็นม้วนเทปวีดีโอ หรือแผ่นซีดีหรือแผ่นเลเซอร์ดิสก์ในรูปแบบหนึ่ง รูปแบบใดออกจำหน่ายได้ แม้การบันทึกภาพลงในแผ่นซีดีและแผ่นเลเซอร์ดิสก์ของจำเลยที่ 2 จะเป็นการจัดทำภายหลังการบันทึกภาพเป็นม้วนเทปวีดีโอดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็สามารถที่จะทำได้ เพราะตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 มิได้กำหนดระยะเวลาในการให้สิทธิดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ไว้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ระบุว่า "รวมอัลบั้มจำนวน12 เพลงในม้วนเดียวกัน" คำว่า "ม้วน" หมายถึงม้วนเทปวีดีโอเท่านั้นจำเลยที่ 2 จึงนำไปจัดทำเป็นแผ่นซีดีและแผ่นเลเซอร์ดิสก์ไม่ได้นั้นก็ปรากฏว่าข้อตกลงในส่วนนี้เป็นการตกลงไว้เพื่อบังคับ โจทก์มิให้ไปแสดงเป็นนางแบบให้ผู้อื่นถ่ายทำเป็นคาราโอเกะ ดังนั้น เมื่อสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 มิได้ระบุห้ามจำเลยที่ 2 มิให้บันทึกภาพการแสดงแบบของโจทก์ในรูปแบบอื่นนอกจากเป็นม้วนเทปวีดีโอไว้โดยชัดแจ้ง และสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 กำหนดให้ลิขสิทธิ์ที่เกิดจากการทำงานครั้งนี้ตกเป็นของจำเลยที่ 2 ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จึงมีลิขสิทธิ์ในงานบันทึกภาพการแสดงแบบของโจทก์ดังกล่าวอันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทโสตทัศนวัสดุ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

พ.ศ. 2537 มาตรา 6 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะนำงานนั้นมาทำซ้ำหรือบันทึกภาพของโจทก์ดังกล่าวซ้ำในรูปแบบของม้วนเทปวีดีโอ หรือแผ่นซีดี หรือแผ่นเลเซอร์ดิสก์อย่างหนึ่งอย่างใดออกจำหน่ายได้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15(1)การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการผิดสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4และไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายม้วนเทปวีดีโอ แผ่นซีดี และแผ่นเลเซอร์ดิสก์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ถึง ว.จ.3 นั้น ก็เป็นการจัดจำหน่ายสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์เพราะโจทก์มิใช่ผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวแต่อย่างใดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้