Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4003/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำแทนมิซซังตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมายฯ ข้อ 2 วรรคสอง มีอยู่ 2 คนคือ วิการิโออาปอสตอลิโกที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา และถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งคือผู้บัญชาการของมิซซัง โจทก์มี ค. เป็นมุขนายกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซัง จึงถือว่า ค. เป็นผู้บัญชาการของมิซซัง มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนต่อไป เมื่อ ค. มอบอำนาจให้ ป. ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อ ป. มอบอำนาจให้ ม. และหรือ ว. ฟ้องคดีแทนม. และหรือ ว. จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้คณะเทศมนตรีไม่ใช่นิติบุคคล แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นคณะเทศมนตรี โดย ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะประธานกรรมการผู้มีอำนาจรับคำร้อง และวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ร้องอุทธรณ์ตามกฎหมายถือได้ว่าโจทก์ฟ้องตัว ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะเทศมนตรี เพื่อให้ ศ. ในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาด เข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์ โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9(3) นั้นต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และจะต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น โรงเรียนของโจทก์เก็บค่าธรรมเนียมการเรียนเป็นอัตราแน่นอนและยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งยังมีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมาก การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นของโจทก์จึงเป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและโจทก์ยังใช้สถานที่ของโรงเรียนหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาอีกด้วย โดยนำไปให้บุคคลภายนอกใช้และเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กิจการโรงเรียนของโจทก์จึงมิใช่เป็นการกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น เมื่อโรงเรียนของโจทก์ไม่ใช่ลักษณะของโรงเรียนตามมาตรา 9(3) แล้วโจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 โดยมีพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีอันเป็นโรงเรียนสาธารณะ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการกุศลมิใช่เพื่อหาผลกำไรส่วนบุคคลจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์ ประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 จากจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงได้อุทธรณ์ไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่ม

โจทก์ได้ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โดยสำหรับของโรงเรียนนารีวิทยาเป็นเงิน 2,340,844 บาท สำหรับของโรงเรียนดรุณาราชบุรีเป็นเงิน 7,303,461 บาท แต่โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกิจการโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 9(3) ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ของจำเลยที่ 1ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและหรือแทนกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมทั้งเงินเพิ่มของโรงเรียนนารีวิทยาจำนวน 2,340,844 บาท และของโรงเรียนดรุณาราชบุรี

จำนวน7,303,461 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน9,644,305 บาท นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบ กิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผลกำไรส่วนบุคคล มิใช่โรงเรียนสาธารณะหรือเพื่อการกุศลจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินการประเมินและวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว

ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 9,644,305 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู ได้มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ต่อมาบาทหลวงปัญญาได้มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ มีปัญหาว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ได้บัญญัติถึงผู้แทนของวิการิอาโตอาปอสตอลิโกหรือเรียกภายหลังว่าบิสชอปริกหรือมิซซัง อยู่ในข้อ 2 วรรคสองว่า

วิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาให้เป็นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในบิสชอปริกแห่งหนึ่ง และถ้าไม่มีตัวอยู่ผู้บัญชาการในมิซซังนั้นเป็นผู้แทนบริษัทของบิสชอปริกหรือมิซซังเหมือนอย่างบริษัทที่บุคคลรวมกันทำการได้อันหนึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนมิซซัง มีอยู่ด้วยกัน 2 คน คนแรกคือวิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาเป็นใหญ่คนหนึ่งและถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งก็คือผู้บัญชาการของมิซซัง ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่า มีวิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา ดังนี้ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือผู้แทนโจทก์ก็คือ ผู้บัญชาการของมิซซังโจทก์มีเอกสารเป็นพยาน ในเอกสารดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า

พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชูเป็นประมุขผู้ปกครองมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ออกโดยกรมการศาสนาซึ่งมีหน้าที่ดูแลศาสนาทั่วไป จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายก เป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร จึงถือได้ว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นผู้บัญชาการของมิซซังดังกล่าว พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามข้อ 2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนต่อไป

เมื่อพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อบาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้มฟ้องคดีแทน นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้มาศาลฎีกาแผนกคดีอากรเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นคดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรีหรือไม่ ในปัญหานี้แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่าคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี แม้ไม่ใช่นิติบุคคล แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี โดยนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีในฐานะประธานกรรมการผู้มีอำนาจรับคำร้อง และวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ร้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย การบรรยายฟ้องของโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องตัวนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี ซึ่งมีนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีเป็นผู้แจ้งคำชี้ขาด

โจทก์จึงต้องฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดซึ่งคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรีได้ชี้ขาด เพื่อให้นางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาด เข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นคดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า โรงเรียนพิพาทของโจทก์ทั้งสองโรงเรียนจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ ข้อนี้ที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องและนำสืบว่าการตั้งโรงเรียนของโจทก์เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 8กล่าวคือ วัดบาทหลวงมีโรงเรียนเด็กชายหรือโรงเรียนเด็กหญิงก็ได้ และข้อ 12 บัญญัติว่าการมีโรงเรียนเด็กชายและหรือโรงเรียนเด็กหญิงตามความในข้อ 8 ถือว่าเป็นการกุศลมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคล จึงไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามบทบัญญัติที่โจทก์กล่าวอ้างในข้อ 8 และข้อ 12 นั้น มิได้มีบทบัญญัติที่กล่าวอ้างว่ากิจการใดของวัดบาทหลวงเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการกุศลแต่อย่างใด โดยจะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวใน ข้อ 6 บัญญัติว่า ที่ดินของมิซซังแบ่งเป็นสองอย่าง อย่างที่ 1 คือที่ดินที่ใช้เป็นวัดโรงเรือนตึกรามวัดบาทหลวง อย่างที่ 2 คือที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่มิซซัง สำหรับบทบัญญัติในข้อ 8 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยที่ดินที่ใช้เป็นวัด โรงเรือนของบาทหลวงโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สถานวัดบาทหลวง ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนเด็กผู้ชายโรงเรียนเด็กผู้หญิง โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนศาสนา และโรงพยาบาล ซึ่งบัญญัติอยู่ในวรรคหนึ่งของข้อ 8 ในบทบัญญัติดังกล่าวส่วนอีกประเภทหนึ่งบัญญัติไว้ในวรรคสองคือ

สถานพักสอนศาสนาซึ่งจะมีโรงสวด ที่พักบาทหลวงเวลาไปตรวจสถานพัก และมักมีโรงเรียนศาสนา หรือโรงทำการกุศลอย่างอื่น ส่วนความในข้อ 8 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติว่าด้วยบัญชีรายชื่อสถานวัดบาทหลวงและสถานพักสอนศาสนาที่มีอยู่ในขณะที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ส่วนในข้อ 12 ที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับที่ดินประเภทที่ 2 ของข้อ 6 คือ ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่มิซซังมีข้อความตอนต้นเพียงว่านอกจากที่ดินสำหรับใช้การวัดหรือการกุศลดังที่บัญญัติไว้ในข้อ 8 นั้นแล้ว ให้มิซซังมีอำนาจที่จะถือที่ดินเป็นที่ดินสำหรับทำประโยชน์ให้แก่มิซซัง...ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติทั้งสองข้อตามที่โจทก์กล่าวอ้าง มิได้มีปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมิซซังตามข้อ 8 และข้อ 12 เป็นวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลแท้จริง

คำว่าการกุศลที่กำหนดในข้อ 8 ตามความในข้อ 12 นั้น จะเห็นได้ว่า ในข้อ 8 มีบัญญัติเรื่องโรงทำกุศลแห่งเดียวในวรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องของสถานพักสอนศาสนาเท่านั้นมิได้เกี่ยวกับโรงเรียนเด็กชาย โรงเรียนเด็กหญิง ในวรรคหนึ่งของข้อ 8 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโรงเรียนเด็กชายโรงเรียนเด็กหญิงเป็นกิจการกุศลตามข้อ 8 และข้อ 12 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นกิจการกุศลดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ ในพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อ 7 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการสร้างวัด ตึก โรงเรือน ปลูกโรงสอนหนังสือเด็ก

ๆ โรงรักษาคนไข้ก็ดีในประเทศไทยนั้นจะต้องประพฤติตามกฎหมายไทย ซึ่งหมายถึงว่าสถานที่ทุกแห่งของมิซซังจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งในกรณีนี้การที่โรงเรียนทั้งสองของโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ ก็จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ได้บัญญัติการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนไว้ในมาตรา 9(3) ว่า ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา จากบทบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่าโรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องประกอบด้วยลักษณะสามประการ กล่าวคือ ประการแรก เป็นโรงเรียนสาธารณะประการที่สอง จะต้องกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และประการที่สาม จะต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โรงเรียนทั้งสองของโจทก์กระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของบาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ และนายมนัสวงศ์ประดู่พยานโจทก์ว่า โรงเรียนทั้งสองของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชน มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่น เช่น มีการเก็บค่าเรียนคอมพิวเตอร์ 300 บาท ต่อเทอมเรียกเก็บค่าใช้สระว่ายน้ำอีก 300 บาท ต่อคน เห็นว่า หากโรงเรียนของโจทก์เป็นกิจการหรือการกุศลตามที่โจทก์อ้างแล้ว โจทก์จะต้องไม่เก็บค่าธรรมเนียมการเรียนเป็นอัตราแน่นอนหรือเป็นการดำเนินการให้โดยไม่ให้คิดมูลค่าหรือผู้ที่มาเข้าเรียนอาจจะบริจาคให้ตามความพอใจแต่โรงเรียนของโจทก์เก็บค่าธรรมเนียมเป็นอัตราแน่นอน

นอกจากนั้นยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีกต่างหาก ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า ในปี 2543 โรงเรียนนารีวิทยามีรายได้ 2,000,000 บาท โรงเรียนดรุณาราชบุรีมีรายได้ 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนของโจทก์มีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมากและยังได้ความต่อไปว่าโจทก์เคยใช้เงินรายได้จากโรงเรียนดรุณาราชบุรีส่วนหนึ่งไปซื้อกิจการของโรงเรียนราชบุรีโพลีเทคนิคมาไว้ดำเนินการในกิจการของโจทก์อีก เป็นจำนวนถึง 8,000,000 บาท ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นของโจทก์เป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล

นอกจากเป็นกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า โจทก์ยังใช้สถานที่ของโรงเรียนทั้งสองหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาอีกด้วย โดยนำสระว่ายน้ำของโรงเรียนไปให้ผู้อื่นใช้โดยเรียกค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาท และยังได้นำโรงพละไปให้บุคคลภายนอกจัดเลี้ยงสังสรรค์โดยเก็บค่าใช้จ่ายอีกด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเห็นได้ว่าสถานที่ของโจทก์คือโรงเรียนทั้งสองไม่ได้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกด้วยเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กิจการโรงเรียนทั้งสองของโจทก์ไม่ใช่เป็นการกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าโรงเรียนของโจทก์เป็นโรงเรียนสาธารณะหรือไม่

เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ลักษณะของโรงเรียนตามมาตรา 9(3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. 2475 แล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนนี้ การประเมินภาษีโรงเรือนและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
องอาจ โรจนสุพจน์ · วิชัย ชื่นชมพูนุท · ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8941/2560

โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) จะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2557

โจทก์ฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า ท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของ กทท. ที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4069/2557

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบเนื่องจากโรงเรือนที่โจทก์ต้องเสียภาษีมีตามจำนวนที่แจ้งไว้ในปีภาษี 2545 และปีภาษี 2546 เท่านั้น ส่วนโรงเรือนอื่นในพื้นที่ของโจทก์ไม่ได้ใช้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13854/2556

จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน 709,532.42 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยปรับลดลง 1,704,192.58 บาท คำชี้ขาดจึงเป็นไปตามคำร้องข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5987/2552

การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออก โดยผู้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้