Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3999/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ค่าเสียหายในคดีละเมิดที่โจทก์จะเรียกจากจำเลยได้ต้องเป็นค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ดังนี้ ค่ารถแท็กซี่พาพยานไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและค่าถ่ายรูปเพื่อใช้ประกอบคดี จึงมิใช่เป็นค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการทำละเมิดของจำเลย โจทก์เรียกเอาจากจำเลยไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ใช้กระป๋องน้ำขว้างถูกบริเวณหน้าผากของโจทก์ได้รับอันตรายแก่กายต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล และเนื่องจากมีโรคแทรกโจทก์ต้องรับการรักษาจากแพทย์จนถึงวันฟ้อง ยังไม่หาย เป็นเวลา 199 วัน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย กล่าวคือ เสียค่ารักษาพยาบาล ค่ายาเป็นเงิน 14,373 บาท ค่ารถแท็กซี่ไปกลับจากบ้านไปโรงพยาบาล 12 วันเป็นเงิน 965 บาท ค่ารถแท็กซี่ไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและพาพยานไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและกลับ 7 วัน เป็นเงิน560 บาท ค่าจ้างคนเฝ้าไข้ ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าขนม ค่าถ่ายรูปค่าเอกซเรย์ เป็นเงิน 2,350 บาท โจทก์มีบาดแผลที่หน้าผากต้องเสียโฉมเสียบุคลิกภาพไปตลอดชีวิตคิดเป็นเงิน 30,000 บาท และโจทก์ประกอบการค้าตามปกติไม่ได้เป็นเวลา 167 วัน

เสียหายวันละ 200 บาท รวมเป็นเงิน 33,400 บาท รวมที่โจทก์เสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน81,648 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 81,648 บาทพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยทำร้ายโจทก์จริงตามฟ้องแต่จำเลยกระทำไปเพื่อป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่ต้องรับผิด หากจะต้องรับผิดก็ควรรับผิดไม่เกินกึ่งหนึ่งเพราะโจทก์มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย ค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จรับเงิน 10 ฉบับ รวมเป็นเงิน13,973 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นค่ารักษาโรคที่โจทก์มีมาก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่ความเจ็บป่วยโดยตรงจากบาดแผลที่โจทก์ได้รับจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ โจทก์ไม่ได้เสียค่ารถแท็กซี่ตามฟ้อง ไม่ได้เสียค่าจ้างคนเฝ้าไข้ ค่ารถ ค่าอาหาร ค่าขนม

ค่าผลไม้ ค่าถ่ายรูปค่าเอกซเรย์ตามฟ้อง หากเสียจริงจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของจำเลยเป็นการฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นบาดแผลที่หน้าผากไม่ทำให้โจทก์เสียบุคลิกภาพและพิการ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน20,265 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 29,665บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์เรียกค่ารถแท็กซี่พาพยานไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนนั้น เห็นว่า

มิใช่เป็นค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์เรียกเอาจากจำเลยไม่ได้ ค่าอาหาร ค่าถ่ายรูป ค่าคนเฝ้าไข้ค่ารถคนเฝ้าไข้ ค่าขนม ผลไม้ ตามเอกสารหมาย จ.24 นั้น เห็นว่าค่าถ่ายรูปแม้เป็นการถ่ายรูปเพื่อใช้ประกอบคดี ก็มิใช่เป็นค่าเสียหายตรงที่เกิดจากการทำละเมิดของจำเลย ค่าคนเฝ้าไข้และค่ารถคนเฝ้าไข้ไปกลับโรงพยาบาลโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเป็นอย่างไรจึงต้องมีคนเฝ้าไข้ ที่โจทก์เรียกค่าขาดรายได้หรือขาดกำไรวันละ 200 บาทนั้น เห็นว่า โจทก์ค้าขายของเบ็ดเตล็ดในลักษณะตั้งเป็นแผงลอยอยู่หน้าตึกแถวของโจทก์ ไม่ได้ใช้ตึกแถวเปิดเป็นร้านค้าการตั้งแผงลอยค้าขายเช่นนี้น่าจะมีของขายไม่มากเหมือนกับใช้ตึกแถวเปิดเป็นร้าน

โจทก์ว่าขายได้กำไรวันละ 200 บาท แต่จำเลยใช้ตึกแถวใกล้กับแผงลอยของโจทก์เปิดเป็นร้านค้าขายของประเภทเดียวกับโจทก์จำเลยว่าได้กำไรสุทธิวันละ 200 บาทเศษ ไม่ถึง 300 บาท พยานในเรื่องนี้มีแต่ตัวโจทก์และตัวจำเลยเบิกความยันกันปากต่อปากจึงรับฟังฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่าโจทก์ควรมีกำไรสุทธิวันละ 100 กว่าบาท อันเป็นอัตราสูงสุด ซึ่งน่าจะหมายความว่าบางวันก็ขายได้กำไร 100 กว่าบาท บางวันก็ไม่ได้พิจารณาร้านค้าของโจทก์และของจำเลยแล้ว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้กำไรวันละ 100 บาทนั้น เห็นว่า พอสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ศาลอุทธรณ์กำหนดให้วันละ 200 บาท มากเกินไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญศรี กอบบุญ · เสียง ตรีวิมล · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้