Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3994/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเรื่องเงินบำเหน็จ กำหนดว่า บริษัทฯ จะพิจารณาจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงาน ที่มีอายุการทำงาน ดังนี้ (ก) ทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินเดือนเต็มเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีของอายุงาน หารด้วย 2 (ข) ทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินเดือนเต็มเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีของอายุงาน 1 1 อายุงาน ถืออายุการทำงาน 365 วัน เป็นหนึ่งปีเศษของปี ถ้าถึง 183 วัน ให้ปัดเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึง183 วัน ตัดทิ้ง 2 อายุการทำงาน หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่พนักงาน เข้าประจำทำงานในบริษัทฯ ในฐานะพนักงานจนถึงก่อนวันพ้น จากตำแหน่งในบริษัทฯ ตามเงื่อนไข ดังนี้โดย มิได้รับเงินเดือน ไม่ให้นับเป็นอายุการทำงาน (2) ระยะเวลาที่พนักงานหยุดงานเพื่อพักรักษาตัวเนื่องจาก การประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย เพราะเหตุปฏิบัติงานให้แก่บริษัทฯ และได้รับเงินเดือนตามปกติ ให้นับเป็นอายุการทำงานเต็มตามระยะเวลานั้น เห็นได้ว่าตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าว คำว่า อายุงานกับ อายุการทำงาน มีความหมายแตกต่างกัน กล่าวคือ อายุงานคิดเป็นจำนวนปีเพื่อใช้ในการคำนวณเงินบำเหน็จของลูกจ้างแต่ละคนโดยใช้เป็นตัวคูณเงินเดือนเต็มเดือนสุดท้ายว่าลูกจ้าง คนใดมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจำนวนเท่าใด การนับอายุงาน ให้ถือ 365 วันเป็นหนึ่งปี เศษของปี ถ้าถึง 183 วันให้ปัดเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึง 183 วัน ก็ให้ตัดทิ้งส่วนอายุการทำงานนั้น เป็นระยะเวลาตามที่ลูกจ้างแต่ละคนได้ทำงานจริง ๆ โดยนับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ลูกจ้างคนนั้นเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ออกจากงานตามเงื่อนไขที่ว่า ระยะเวลาที่ลูกจ้างลา ขาดงาน หรือถูกสั่งพักงานโดยมิได้รับเงินเดือนไม่ให้นับเป็นอายุการทำงาน แต่ระยะเวลาที่ลูกจ้างหยุดงานเพื่อรักษาตัวเนื่องจากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เพราะเหตุปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างและได้รับเงินเดือนตามปกติให้นับเป็นอายุการทำงานเต็มตามระยะเวลานั้นเมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี 6 เดือน 16 วัน หรือ 9 ปี 196 วันกรณีถือได้ว่าโจทก์มีอายุการทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลย รวมเวลาที่โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี 6 เดือน 16 วัน หรือ 9 ปี 196 วันซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 11เรื่องเงินบำเหน็จ กำหนดว่า อายุงานให้ถือ 365 วัน เป็นหนึ่งปีเศษของปีถ้าถึง 183 วัน ให้ปัดเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึง 183 วันตัดทิ้งจึงต้องถือว่าโจทก์ทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปีโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อ 11.1 (ข) เป็นเงิน460,000 บาท แต่จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์เพียง 5 ปีเป็นเงิน 230,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จอีก230,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า

จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ถูกต้องตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 11.1 (ก)เนื่องจากโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีแต่ไม่ถึง 10 ปี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยเพียง9 ปี 6 เดือน 16 วัน หรือ 9 ปี 196 วัน ถือว่าอายุการทำงานของโจทก์ทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 11.1 (ก)เท่ากับเงินเดือนเต็มเดือนสุดท้าย คูณด้วย จำนวนปีของอายุงานหารด้วย 2 เป็นเงิน 230,000 บาท จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าที่โจทก์อุทธรณ์ว่า

อายุงานตามที่จำเลยกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ 11 เรื่องเงินบำเหน็จ ให้ปัดเศษของปีโดยถือ 365 วันเป็นหนึ่งปี เศษของปีถ้าถึง 183 วันให้ปัดเป็นหนึ่งปีถ้าไม่ถึง 183 วันให้ตัดทิ้ง โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี 6 เดือน 16 วัน หรือ 9 ปี 196 วัน ถือว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามฟ้องนั้น เห็นว่าตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 11 เรื่องเงินบำเหน็จกำหนดว่า "11.1 บริษัทฯ จะพิจารณาจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานที่มีอายุการทำงาน ดังนี้(ก) ทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินเดือนเต็มเดือนสุดท้าย

คูณด้วยจำนวนปีของอายุงานหารด้วย 2(ข) ทำงานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินเดือนเต็มเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีของอายุงาน 11 อายุงาน ถืออายุการทำงาน 2 365 วัน เป็นหนึ่งปีเศษของปี ถ้าถึง 183 วัน ให้ปัดเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึง 183 วัน ตัดทิ้ง2 อายุการทำงาน หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่พนักงานเข้าประจำทำงานในบริษัทฯ ในฐานะพนักงานจนถึงก่อนวันพ้นจากตำแหน่งในบริษัทฯ ตามเงื่อนไข ดังนี้(1) ระยะเวลาที่พนักงานลา ขาดงาน หรือถูกสั่งพักงานโดยมิได้รับเงินเดือน ไม่ให้นับเป็นอายุการทำงาน(2) ระยะเวลาที่พนักงานหยุดงานเพื่อพักรักษาตัวเนื่องจากการประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย เพราะเหตุปฏิบัติงานให้แก่บริษัทฯ และได้รับเงินเดือนตามปกติ ให้นับเป็นอายุการทำงานเต็มตามระยะเวลานั้น"

เห็นได้ว่าตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าว คำว่า อายุงาน กับอายุการทำงาน มีความหมายแตกต่างกัน กล่าวคือ อายุงานคิดเป็นจำนวนปีเพื่อใช้ในการคำนวณเงินบำเหน็จของลูกจ้างแต่ละคนโดยใช้เป็นตัวคูณเงินเดือนเต็มเดือนสุดท้ายว่าลูกจ้างคนใดมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเป็นจำนวนเท่าใด การนับอายุงานให้ถือ 365 วัน เป็นหนึ่งปีเศษของปี ถ้าถึง 183 วันให้ปัดเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึง 183 วัน ก็ให้ตัดทิ้งส่วนอายุการทำงานนั้น เป็นระยะเวลาตามที่ลูกจ้างแต่ละคนได้ทำงานจริง ๆ โดยนับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ลูกจ้างคนนั้นเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ออกจากงานตามเงื่อนไขที่ว่าระยะเวลาที่ลูกจ้างลา ขาดงาน หรือถูกสั่งพักงานโดยมิได้รับเงินเดือนไม่ให้นับเป็นอายุการทำงาน แต่ระยะเวลาที่ลูกจ้างหยุดงานเพื่อรักษาตัวเนื่องจากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเพราะเหตุปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างและได้รับเงินเดือนตามปกติให้นับเป็นอายุการทำงานเต็มตามระยะเวลานั้น

เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี 6 เดือน16 วัน หรือ 9 ปี 196 วัน กรณีถือได้ว่าโจทก์มีอายุการทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ 11.1(ก) ทั้งในการคำนวณเงินบำเหน็จดังกล่าวให้โจทก์นั้นเห็นได้ว่า จำเลยได้ปัดเศษของปีที่โจทก์ทำงานจาก 196 วันเป็นหนึ่งปี รวมเป็นอายุงานของโจทก์ 10 ปี เป็นเงินบำเหน็จที่โจทก์มีสิทธิได้รับจำนวน 230,000 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · พรชัย สมรรถเวชสม · มาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2078/2543

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่มีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าการพิจารณาขึ้นค่าจ้างตามข้อตกลง ให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใช้ดุลพินิจพิจารณาขึ้นค่าจ้างให้แก่พนักงานลูกจ้างของจำเลยตามสภาพความเป็นจริงได้ จำเลยจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2542

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อเรียกร้องที่ 9ระบุว่า "บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินช่วยเหลือพิเศษในกรณีที่ลูกจ้างเกษียณอายุและถูกเลิกจ้าง โดยไม่มีความผิดสำหรับลูกจ้างรายวันตามอายุงาน" เห็นไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4393/2541

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดว่าพนักงานที่มีอายุงานครบ 10 ปี หรือ 10 ปี ขึ้นไปจำเลยจะสมทบให้อีกร้อยละร้อยของเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยเมื่อลาออก และพนักงานที่มีอายุงานเกิน 15 ปี ขึ้นไปเมื่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7257/2557

ปัญหาเกี่ยวกับการตีความการแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และตามมาตรา 11 กรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2545

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดย เคร่งครัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้