Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3981/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรุงเทพมหานครเคยมีคำสั่งตั้งพนักงานประเมินภาษีโทเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษี เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งพนักงานประเมินภาษีโทก็ย่อมได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามคำสั่งดังกล่าวด้วยจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจ ประเมินและเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้แต่งตั้งบุคคลคนเดียวเป็นทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีและการแต่งตั้งนี้ไม่ต้องออกเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เพราะ กฎหมายให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคำสั่งตั้งพนักงานประเมินภาษีโทเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายไม่ใช่การมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร จึงไม่ต้องแต่งตั้งบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าว และไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา แม้จำเลยจะไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารที่อ้างให้โจทก์ก่อนวันสืบพยาน ไม่น้อยกว่าสามวัน ศาลก็มีอำนาจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและจำเป็นต้องนำสืบ เพราะเป็นหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็น ข้อสำคัญในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 เอกสารถ่ายมาจากต้นฉบับหรือถ่ายจากสำเนาอันรับรองว่าถูกต้องกับต้นฉบับก็เป็นสำเนาเอกสารด้วยกัน เมื่อต้นฉบับอยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการและศาลมิได้กำหนดเป็นอย่างอื่น สำเนาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับรองก็ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำในหอพักเพราะน้ำประปาไม่มีกำลังส่งได้ถึงชั้นสูง ๆ มิใช่เป็นการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมขึ้นในโรงเรือน จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการลดค่ารายปี ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "สำหรับประเด็นข้อแรกได้ความจากนายเสน่ห์ เดี่ยววาณิชย์ จำเลยที่ 2 ว่า ระหว่าง พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2518 พยานดำรงตำแหน่งพพนักงานประเมินภาษีโท เขตพระนครครั้นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครออกใช้บังคับก็ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้และเป็นหัวหน้างานรายได้ด้วย นอกจากนี้พยานยังได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475

พิเคราะห์แล้วนอกจากจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานยังมีเอกสารสำเนาคำสั่งหมาย ล.1 และหมาย ล.2 ประกอบ ซึ่งโจทก์เองก็นำสืบรับว่า จำเลยที่ 1 เคยมีคำสั่งตั้งพนักงานประเมินภาษีโท เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษี เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.17

ศาลฎีกาเห็นว่าคำสั่งเอกสารหมาย จ.17 และ ล.2 มีใจความเหมือนกัน แต่ออกโดยอาศัยกฎหมายต่างฉบับ คือ หมาย จ.17 อาศัยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 หมาย ล.2 ออกโดยอาศัยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เมื่อจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งพนักงานประเมินภาษีโทตามเอกสารหมาย ล.1 ก็ย่อมได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามเอกสารหมาย ล.2 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจประเมินและเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์

ที่โจทก์ฎีกาว่าพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินจะเป็นบุคคลคนเดียวกันไม่ได้เพราะปฏิบัติหน้าที่ต่างกัน การแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวต้องออกเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งได้เฉพาะบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 เท่านั้น เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 จำเลยไม่ได้ส่งสำเนาให้โจทก์ โดยเฉพาะหมาย ล.1 ล.2 ไม่ได้ถ่ายจากต้นฉบับแต่ถ่ายมาจากสำเนา เอกสารหมาย ล.2 ไม่ได้ลงประกาศในกรุงเทพกิจจานุเบกษา จึงรับฟังเอกสารดังกล่าวไม่ได้

ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ จำเลยที่ 1 จึง แต่งตั้งบุคคลคนเดียวให้เป็นทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีได้การแต่งตั้งนี้ไม่ต้องออกเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เพราะกฎหมายให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งได้อยู่แล้ว คำสั่งเอกสารหมาย ล.2 เป็นเรื่องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย ไม่ใช่การมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 จึงไม่ต้องแต่งตั้งบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าว และไม่ต้องประกาศในกรุงเทพกิจจานุเบกษาสำหรับเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 แม้จำเลยไม่ได้ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวัน

ศาลก็มีอำนาจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และจำเป็นต้องนำสืบเพราะเป็นหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ทั้งนี้ตามบทบัญญัติมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อที่ว่าเอกสารหมาย ล.1 ล.2 มิได้ถ่ายมาจากต้นฉบับนั้น เห็นว่าจะถ่ายมาจากต้นฉบับหรือถ่ายจากสำเนาอันรับรองว่าถูกต้องกับต้นฉบับก็เป็นสำเนาเอกสารด้วยกัน เมื่อต้นฉบับอยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการ และศาลมิได้กำหนดเป็นอย่างอื่น สำเนาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับรองก็ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้ดำรงตำแหน่งพนักงานประเมินโทเทียบเท่าหัวหน้าแผนกตามกฎ ก.ก. เอกสารหมาย จ.22 ได้รับรองว่าเป็นสำเนาอันถูกต้อง

ทั้งมาเบิกความว่าพยานดำรงตำแหน่งพนักงานประเมินภาษีโทตามเอกสารหมาย ล.1 ดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตามเอกสารหมาย ล.2 ถือได้ว่าพยานเบิกความรับรองเอกสารหมาย ล.1 ล.2 ว่าถูกต้องตรงกันกับต้นฉบับ จึงรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ ประเด็นข้อ 2 โจทก์ฎีกาว่าคำสั่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งลงประกาศในกรุงเทพกิจจานุเบกษาแล้ว คำสั่งดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 แต่ประกาศฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครพ.ศ. 2518 แล้ว การแต่งตั้งตามเอกสารหมาย จ.17 ก็ถูกยกเลิกไปในตัวและคำสั่งเอกสารหมาย ล.2 รับฟังไม่ได้ตามที่กล่าวมาแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำสั่งเอกสารหมาย ล.2 รับฟังได้ดังวินิจฉัยมาแล้วในข้อ 1 จำเลยที่ 3ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่รวมอยู่ในคำสั่งเดียวกันนั้น ก็มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ประเด็นข้อ 3 อันเป็นข้อสุดท้ายคือ จำเลยที่ 2 ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ทำการประเมินไม่ชอบเพราะคำนวณค่ารายปีโดยคิดค่าเช่าเป็นรายห้อง ไม่ปฏิบัติตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทย เอกสารหมาย จ.4 ที่ให้พิจารณาคำนวณค่ารายปีทั้งหลัง ส่วนค่าเช่าห้องพักแต่ละห้องถือเป็นส่วนประกอบ จำเลยที่ 2 หักค่าใช้จ่ายให้โจทก์บางรายการเท่านั้น และไม่ได้ไต่สวนตรวจตราทรัพย์สิน ไม่เปรียบเทียบกับโรงเรือนข้างเคียง ไม่ลดค่ารายปีลงเหลือ 1 ใน 3 ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 ให้ความหมายของค่ารายปีว่า "หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้น ๆ สมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ถ้าทรัพย์สินนั้นให้เช่าท่านว่าค่าเช่านั้นเป็นหลักคำนวณค่ารายปี แต่ถ้ามีเหตุอันบ่งให้เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ไซร้ ท่านว่าพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจแก้หรือคำนวณค่ารายปีเสียใหม่" หนังสือกระทรวงมหาดไทยเอกสารหมาย จ.4 ได้ชี้แจงและซ้อมความเข้าใจในการประเมินค่ารายปีเพื่อปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน เฉพาะที่เกี่ยวกับหอพักที่เจ้าของโรงเรือนดำเนินการเองว่า "ให้พิจารณาคำนวณค่ารายปีทั้งหลังส่วนค่าเช่าห้องพักแต่ละห้องถือเป็นส่วนประกอบ

ค่าเช่าห้องพักดังกล่าวถ้ามีค่าอาหาร ค่าซักฟอก และค่าบริการอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยก็ดี หรือมีห้องพักว่างเป็นครั้งคราวในระหว่างปีก็ดี หากสอบได้ความจริงให้พิจารณาหักออก" ได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่าการคำนวณค่ารายปี จำเลยที่ 2 ถือห้องเช่าเป็นหลักว่ามีห้องเช่าจำนวนเท่าใด ให้เช่าในอัตราห้องละเท่าใด ในเดือนหนึ่ง ๆ โจทก์ได้รับค่าเช่าเท่าใด รวมทั้งปีเป็นจำนวนเงินเท่าใด แล้วยอมให้หักค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และค่าโทรศัพท์ ตามหนังสือซ้อมความเข้าใจของกระทรวงมหาดไทย เอกสารหมาย จ.4 นอกจากจะหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว ยังหักค่าเช่าให้อีก 2 เดือน โดยถือว่า 2 เดือนนั้นอยู่ในระหว่างหยุดเทอมไม่มีนักเรียนมาพัก

ศาลฎีกาเห็นว่ารายละเอียดการคำนวณค่ารายปีท้ายเอกสารหมาย ล.3 ล.4 ได้ปฏิบัติตามที่จำเลยที่ 2 เบิกความ แต่ค่าเช่าในระหว่างหยุดเทอมหักให้ 1 เดือน ตามระเบียบหอพักของโจทก์ การคำนวณค่ารายปีดังกล่าวชอบแล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายโจทก์ฎีกาว่า จำเลยหักให้เพียง 3 รายการ คือ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ ศาลฎีกาตรวจรายละเอียดการคำนวณค่ารายปีท้ายเอกสารหมาย ล.3 ล.4 แล้วปรากฏว่า หักค่ารายปีให้ 6 รายการ คือ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์ ค่าคนงานทำความสะอาดดูแลทั่วไป ค่าอุปกรณ์ไฟฟ้า ประปา และค่าผงซักฟอกและสบู่ รวมเป็นเงินปีละ 122,400 บาท ซึ่งตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทย เอกสารหมาย จ.4 ระบุว่า "ค่าเช่าห้องพักดังกล่าว

ถ้ามีค่าอาหาร ค่าซักฟอก และค่าบริการอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยก็ดี หากสอบได้ความจริงให้พิจารณาหักออก" โจทก์เบิกความว่าค่าเช่าที่เรียกเก็บนั้น รวมทั้งค่าน้ำค่าไฟไม่ปรากฏว่ารวมค่าบริการอย่างอื่นด้วย ฉะนั้นที่จำเลยที่ 2 หักค่าใช้จ่ายให้รวม 6 รายการ นับว่าเป็นผลดีแก่โจทก์อยู่แล้ว ข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ไต่สวนและตรวจตราทรัพย์สินก่อนกำหนดค่ารายปีนั้น ได้ความว่าตึกของโจทก์เลขที่ 36/1 และ 36 ได้จัดเป็นหอพักสตรีอย่างเดียว ไม่ปรากฏการใช้ที่ดินซึ่งต่อเนื่องกับตึกดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปตรวจตราเพื่อกำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เพียงแต่สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์ก็อาจกำหนดค่ารายปีได้

เรื่องนี้กฎหมายเพียงแต่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ มิได้บังคับว่าต้องเข้าไปตรวจตรา ฉะนั้นที่จำเลยที่ 2 ไม่เข้าไปตรวจตราจึงไม่ขัดกฎหมายแต่อย่างใด สำหรับการเปรียบเทียบกับโรงเรือนข้างเคียง เห็นว่าจะเปรียบเทียบกับตึกแถวให้เช่าของนางสุภา ศรีรัฐ และของหม่อมราชวงศ์ถ้วนเท่านึก ปราโมช หาได้ไม่ เพราะทั้งสองราย มิได้ดำเนินกิจการหอพักเช่นเดียวกับโจทก์ และที่โจทก์ติดตั้งเครื่องสูบน้ำก็เพื่อสูบน้ำบริการแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้พักในหอพัก โจทก์เองยอมรับมาในฎีกาว่า ถ้าไม่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจะเปิดเป็นหอพักไม่ได้ เพราะน้ำประปาไม่มีกำลังส่งได้สูงถึงชั้นที่ 5 ที่ 6

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมขึ้นในโรงเรือนของโจทก์ จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการลดค่ารายปีตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพล สุวรรณภักดี · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · พูน จักรเสน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้