Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการที่ ส. นำรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อไปใช้ในการกระทำความผิด แต่เหตุที่รถยนต์คันดังกล่าวถูกยึดก็เนื่องจากจำเลยให้ ส. ยืมไปอันเป็นความผิดของจำเลยเอง หาใช่เกิดจากการกระทำของฝ่ายโจทก์ไม่ จำเลยจะอ้างการที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากถูกพนักงานสอบสวนยึดมาเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อหาได้ไม่สัญญาเช่าซื้อยังไม่ระงับ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อ ให้แก่โจทก์จนกว่าครบถ้วนตามสัญญาหรือมีการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ สัญญาเช่าซื้อกำหนดดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดค้างชำระในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี แต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างผิดนัดเท่านั้น หามีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไม่โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ในฐานะลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวม 7 งวดแล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ 8 ตลอดมาเกินกว่า 2 งวดโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและรับรถยนต์กลับคืนมา การผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คือค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเวลา 11 เดือน 3 วัน เป็นเงิน86,375 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 59,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 59,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า

จำเลยที่ 1ไม่ได้ผิดสัญญา พนักงานสอบสวนยึดรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอาญา จำเลยที่ 1ได้แจ้งแก่โจทก์แล้วว่า หากโจทก์ไม่ดำเนินการรับรถยนต์มาคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็จะไม่ชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไปโจทก์นำรถยนต์มาคืนให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1จะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการที่นายสมคิดนำรถยนต์ที่จำเลยที่ 1เช่าซื้อไปใช้ในการกระทำความผิดก็ตาม แต่เหตุที่รถยนต์คันดังกล่าวถูกยึดก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ให้นายสมคิดยืมรถยนต์คันนั้นไป อันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เอง หาใช่เกิดจากการกระทำของฝ่ายโจทก์ไม่ ในกรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1จะอ้างการที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้รถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากถูกพนักงานสอบสวนยึด เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 มาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อหาได้ไม่ สัญญาเช่าซื้อยังไม่ระงับจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วนตามสัญญาหรือมีการบอกเลิกสัญญานั้นโดยชอบ

เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ นับตั้งแต่วันที่ 4กันยายน 2526 จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2527 อันเป็นวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 เช่นนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายซึ่งโจทก์ขอคิดเพียง 59,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าหลังจากที่รถยนต์ถูกยึดแล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าของรถยนต์ไม่ไปติดต่อขอรับคืน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้น คดีได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีชาติพงษ์พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานจำเลยเองว่าเมื่อจำเลยที่ 1มาติดต่อขอรับรถยนต์คืนนั้น

ร้อยตำรวจตรีชาติพงษ์ไม่คืนให้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ แต่แนะนำให้จำเลยที่ 1นำหนังสือมอบฉันทะจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถมาขอรับรถยนต์คืนจำเลยที่ 1 ได้ทำตามที่ร้อยตำรวจตรีชาติพงษ์แนะนำเมื่อร้อยตำรวจตรีชาติพงษ์เสนอเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาก็ได้รับแจ้งให้รอฟังคำสั่งศาลว่าจะคืนให้หรือไม่ก่อน ดังนั้นจะเห็นว่าโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อขอรับรถยนต์คืนแล้วแต่พนักงานสอบสวนยังไม่คืนให้เอง คงมีปัญหาต่อไปว่าโจทก์สมควรได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีหรือไม่ เห็นว่าแม้หนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 8 จะกำหนดค่าดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดค้างชำระในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีก็ตามแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างจำเลยผิดนัดเท่านั้นหามีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไม่ โจทก์จึงมีสิทธิคิดเป็นดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 59,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เธียร ยูงทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้