Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาซื้อขายข้อ 3 มีใจความว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขายจะส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาให้แก่โจทก์ผู้ซื้อภายในกำหนด200 วัน นับแต่วันลงนามในสัญญาเป็นต้นไป โดยแบ่งการส่งมอบออกเป็น 4 งวด ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้กำหนดจำนวนเงินค่าสิ่งของแต่ละงวดเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง มีข้อความว่า การจ่ายเงินจะจ่ายให้ตามงวดที่ผู้ขายได้ส่งของถูกต้องครบถ้วนทุกรายการ และคณะกรรมการได้ทำการตรวจรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามสัญญาดังกล่าวการตกลงให้ผู้ขายส่งมอบสิ่งของให้แก่ผู้ซื้อเป็นงวด ๆ มีกำหนดเวลาแน่นอนนับว่าเป็นสาระสำคัญและเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของสัญญาเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสิ่งของสำหรับงวดที่ 1 และงวดที่ 2ภายในกำหนด ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด200 วันได้ สัญญาซื้อขายข้อ 7 และข้อ 8 มีใจความว่า ในวันทำสัญญานี้ ผู้ขายได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นจำนวนร้อยละ 10(สิบ) ของราคาสิ่งของทั้งหมดตามสัญญานี้คิดเป็นเงิน 1,085,480 บาท มามอบไว้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญานี้ หลักประกันที่ผู้ขายนำมามอบให้ตามวรรคหนึ่งผู้ซื้อจะคืนให้เมื่อผู้ขายพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้ว ในกรณีที่ผู้ซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันเป็นจำนวนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ตามแต่ผู้ซื้อจะเห็นสมควร การทำสัญญาระหว่างโจทก์ผู้ซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้ขายนี้โจทก์ต้องการจะให้จำเลยที่ 1 มีหลักประกันมาวางเพื่อเป็นการปฏิบัติตามสัญญาและจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ริบหลักประกันได้ถ้าจำเลยที่ 1ผิดสัญญา แต่หลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางนี้เป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็ได้ทำสัญญากับโจทก์รับรองที่จะชำระเงินให้โจทก์ทันทีถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและโจทก์ใช้สิทธิริบหลักประกันทั้งนี้โดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระก่อน สัญญาดังกล่าวนี้ย่อมมีผลใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้และโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 1,085,480 บาทแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายแผ่นอลูมิเนียมอัดวัสดุสะท้อนแสงและสีอบแห้ง เป็นเงิน 10,854,800 บาท กำหนดส่งมอบภายในกำหนด200 วัน นับแต่วันทำสัญญา โดยแบ่งส่ง 4 งวด ภายในวันที่ 10พฤษภาคม, 9 มิถุนายน, 9 กรกฎาคม และ 18 สิงหาคม 2527 ตามลำดับถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสิ่งของให้โจทก์หรือส่งมอบไม่ถูกต้องหรือไม่ครบจำนวนโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ กรณีโจทก์บอกเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ยอมให้ริบหลักประกันหรือเรียกร้องเงินจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันภายในวงเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกันกรณีโจทก์ไม่บอกเลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละศูนย์จุดสอง (0.2) ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ

นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันส่งมอบสิ่งของจนถูกต้องครบถ้วนในระหว่างปรับถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้โจทก์จะบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันหรือเรียกร้องเงินจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันกับเรียกให้ใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยก็ได้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดจำเลยที่ 1 เป็นเงินไม่เกิน 1,085,480 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาหรือผิดสัญญาโจทก์มีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1ได้แล้ว จำเลยที่ 3 ยอมชำระเงินแทนทันทีโดยไม่ต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระก่อน

ต่อมาเมื่อครบกำหนดงวดที่ 1 จำเลยที่ 1ผิดสัญญาไม่ส่งมอบสิ่งของให้โจทก์ เมื่อครบกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 1ส่งมอบสิ่งของงวดที่ 2 จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาอีก โจทก์เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ จึงได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 พร้อมสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหายและค่าปรับแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญางวดที่ 1คือวันที่ 11 พฤษภาคม 2527 ถึงวันทราบการบอกเลิกสัญญา คือวันที่19 มิถุนายน 2527 รวม 40 วัน คิดเป็นเงิน 868,384 บาท จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดในฐานะเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในเงินค้ำประกัน 1,085,480 บาท

ต้องรับผิดชดใช้เงินในวงเงินดังกล่าวโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 3และจำเลยที่ 2 แล้ว ต่างเพิกเฉยขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินให้โจทก์ 868,348 บาท และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้เงินให้โจทก์ 1,085,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาซื้อขายแผ่นอลูมิเนียมอัดวัสดุสะท้อนแสงและสีดำอบแห้งกับโจทก์จริง ก่อนทำสัญญาได้ติดต่อผู้ผลิตให้ผลิตตามที่โจทก์ซื้อ แต่ผู้ผลิตทำผิดขนาดความหนาและสีตามที่ตกลงกับจำเลย จำเลยจึงไม่รับและให้ผู้ผลิตแก้ไข จำเลยได้มีหนังสือแจ้งเหตุล่าช้าอันเป็นเหตุสุดวิสัยให้โจทก์ทราบแล้วและขอเลื่อนการส่งมอบช้ากว่ากำหนด 45 วัน

ยอมให้โจทก์ปรับตามสัญญา ผู้ผลิตได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าจะส่งมอบสิ่งของภายในเดือนมิถุนายน 2527 จำเลยได้แจ้งโจทก์แล้ว แต่โจทก์กลับใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาในวันที่ 18 มิถุนายน 2527 ก่อนที่สิ่งของจะมาถึงทั้ง ๆ ที่โจทก์ทราบว่าบริษัทผู้ผลิตกำลังส่งสินค้าให้แก่จำเลยอันเป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบเพราะวันครบกำหนดตามสัญญาวันสุดท้ายคือวันที่ 18 สิงหาคม 2528 (ที่ถูก 2527) และไม่ปรากฏข้อความในสัญญาว่าหากจำเลยผิดนัดการส่งมอบงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 โดยถือว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก็ต้องเป็นหลังวันที่ 18 สิงหาคม 2528 ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกร้องเบี้ยปรับอันเป็นการบรรเทาความเสียหายที่ได้รับแล้วจึงไม่อาจริบเงินประกันจากจำเลยที่ 3 ได้ และเบี้ยปรับก็สูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ตามสัญญาค้ำประกันเป็นการค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาเท่ากับเป็นการประกันด้วยบุคคลมิได้ประกันด้วยทรัพย์ และค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา ไม่ได้ระบุให้นำเงินสดมาวางเป็นประกัน จึงมิใช่การค้ำประกันแทนการวางเงินสด ดังนั้นข้อความในสัญญาที่ระบุให้โจทก์ริบหลักประกันจึงไม่มีผลบังคับจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องจำเลยที่ 3 มีความผูกพันค้ำประกันในการปฏิบัติตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับค่าเสียหายถ้าหากมีเท่านั้น แต่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดดังกล่าวจำเลยที่ 3 จึงหาต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ไม่ โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ เพราะความล่าช้ามิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 และล่าช้าเฉพาะบางงวดเท่านั้น

ขณะบอกเลิกสัญญายังไม่ครบ 200 วันตามสัญญาหากโจทก์ไม่รีบบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 สามารถส่งสิ่งของได้ตามสัญญาแน่นอน การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับหรือค่าเสียหาย ถ้าโจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเท่านั้นจึงจะปรับได้ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงิน100,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้เงิน 1,085,480 บาท แก่โจทก์ทั้งนี้พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินที่แต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 3อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกมีว่า โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ตามสำเนาสัญญาท้ายฟ้องหมายเลข 2 ข้อ 3 มีใจความว่า จำเลยที่ 1ผู้ขายจะส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาให้แก่โจทก์ผู้ซื้อภายในกำหนด 200 วัน นับแต่วันลงนามในสัญญาเป็นต้นไป โดยแบ่งการส่งมอบออกเป็น 4 งวด งวดที่ 1 ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2527งวดที่ 2 ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2527 งวดที่ 3 ภายในวันที่9 กรกฎาคม 2527 และงวดที่ 4 ภายในวันที่ 18 สิงหาคม 2527และได้กำหนดจำนวนเงินค่าสิ่งของแต่ละงวดเอาไว้ด้วย

ปรากฏตามสำเนาสัญญาข้อ 3, 3.1, 3.2, 3.3 และ 3.4 และตามสำเนาสัญญาข้อ 5 วรรคสอง มีข้อความว่า การจ่ายเงินจะจ่ายให้ตามงวดที่ผู้ขายได้ส่งของถูกต้องครบถ้วนทุกรายการ และคณะกรรมการได้ทำการตรวจรับเป็นที่เรียบร้อยแล้วตามสัญญาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการตกลงให้ผู้ขายส่งมอบสิ่งของให้แก่ผู้ซื้อเป็นงวด ๆ มีกำหนดเวลาแน่นอน นับว่าเป็นสาระสำคัญและเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของสัญญาเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสิ่งของสำหรับงวดที่ 1ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 และงวดที่ 2 ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2527 ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาแล้ว และในทางกลับกันถ้าจำเลยที่ 1ส่งมอบสิ่งของสำหรับงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ให้โจทก์ถูกต้องครบถ้วนทุกรายการ และคณะกรรมการได้ทำการตรวจรับเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่โจทก์ไม่จ่ายเงินงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ก็ถือว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญาเช่นเดียวกัน

จำเลยที่ 3 จะฎีกาเถียงว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาในขณะที่ยังไม่ครบ 200 วัน เป็นการไม่ชอบย่อมฟังไม่ขึ้นและได้ความว่าก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาส่งมอบสิ่งของงวดที่ 1โจทก์ได้มีหนังสือสอบถามจำเลยที่ 1 ว่าได้เตรียมการเกี่ยวกับการส่งมอบของไว้แล้วประการใด และได้ดำเนินการสั่งของจากต่างประเทศไปได้แค่ไหนเพียงใด จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉยเสียครั้นเมื่อพ้นกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญางวดที่ 1 แล้ว โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 จัดส่งหลักฐานการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ หรือหลักฐานการซื้อสิ่งของตามสัญญาอย่างอื่นให้แก่โจทก์ เพื่อโจทก์จะได้พิจารณาว่าจำเลยที่ 1อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้หรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่จัดส่งเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ และอ้างเหตุที่ไม่ส่งมอบสิ่งของตามกำหนดว่าบริษัทผู้ผลิตส่งของทำสิ่งของผิดขนาดความหนาและสีตามที่ตกลงกันไว้

จำเลยที่ 1 จึงให้ผลิตใหม่ให้ได้ขนาดและสีตามตัวอย่าง และจำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาการส่งมอบสิ่งของออกไป 45 วันโจทก์จึงแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าเนื่องจากจำเลยที่ 1 ยังมิได้ส่งมอบหลักฐานการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตมาให้ จึงไม่อาจพิจารณาตามที่จำเลยที่ 1 ขอขยายเวลาการส่งมอบสิ่งของพร้อมกับเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารหลักฐานตามที่โจทก์ต้องการ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แจ้งโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายกับผู้ผลิตในต่างประเทศโดยวิธีเดินทางไปซื้อถึงที่และแบบ ดี/พีคือจะชำระเงินเมื่อได้รับสินค้าจากต่างประเทศ จึงไม่มีหลักฐานการเปิด แอล/ซี คือเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 1 ได้ส่งผู้จัดการของห้างเดินทางไปต่างประเทศ และจะกลับมาพร้อมหลักฐานนำมาแสดงต่อโจทก์ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2527 แต่จำเลยที่ 1ก็ไม่สามารถนำหลักฐานการซื้อขายมาแสดงต่อโจทก์

ครั้นครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะต้องส่งมอบสิ่งของงวดที่ 2 คือวันที่ 9มิถุนายน 2527 จำเลยที่ 1 ก็ไม่ส่งมอบสิ่งของตามสัญญาให้โจทก์และหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ขอผัดส่งสิ่งของภายในเดือนมิถุนายน และขอผัดส่งหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศภายในวันที่ 20 มิถุนายน2527 โจทก์เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จะเห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาแล้วนั้น โจทก์มีความประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของให้ตามสัญญาอย่างแท้จริง แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ส่งมอบสิ่งของให้โจทก์งวดที่ 1 โจทก์ก็ยังไม่บอกเลิกสัญญาในทันที แต่ก็ให้โอกาสจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 เสนอหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการติดต่อเพื่อซื้อสิ่งของที่จะส่งมอบให้โจทก์จากต่างประเทศไปแล้วแค่ไหนเพียงใด แต่จำเลยที่ 1ก็ไม่สามารถแสดงหลักฐานตามที่โจทก์ต้องการได้จนกระทั่งครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะต้องส่งมอบสิ่งของให้โจทก์งวดที่ 2จำเลยที่ 1 ก็ยังคงไม่สามารถส่งมอบสิ่งของให้โจทก์ได้

โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมหาได้เป็นการกลั่นแกล้งบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาแต่ประการใดส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประเด็นที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จะได้วินิจฉัยรวมกันไปกับฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้เงินให้โจทก์หรือไม่เพียงใด ตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมายเลข 2 ท้ายฟ้อง ข้อ 7 มีข้อความว่า"ในวันทำสัญญานี้ผู้ขายได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารเอเซีย จำกัด สาขาราชประสงค์ที่รส.21/2527 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 เป็นจำนวนร้อยละ10 (สิบ) ของราคาสิ่งของทั้งหมดตามสัญญานี้คิดเป็นเงิน1,085,480 บาท (หนึ่งล้านแปดหมื่นห้าพันสี่ร้อยแปดสิบบาทถ้วน)มามอบไว้แก่ผู้ซื้อเป็นการประกันการปฏิบัติตามสัญญานี้ และมีอายุประกันตลอดระยะเวลาที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบตามสัญญานี้"และวรรคสองมีข้อความว่า

"หลักประกันที่ผู้ขายนำมามอบให้ตามวรรคหนึ่ง ผู้ซื้อจะคืนให้เมื่อผู้ขายพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้ว" และสัญญาข้อ 8 วรรคสองมีข้อความว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันตามสัญญาข้อ 7เป็นจำนวนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามแต่ผู้ซื้อจะเห็นสมควร...ฯลฯ" จากข้อความในสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่าการทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 นี้ โจทก์ต้องการจะให้จำเลยที่ 1มีหลักประกันมาวางเพื่อเป็นการปฏิบัติตามสัญญา และจำเลยที่ 1ยอมให้โจทก์ริบหลักประกันได้ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา แต่หลักประกันที่จำเลยที่ 1 นำมาวางนี้เป็นหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3สาขาราชประสงค์ ซึ่งจำเลยที่ 3 สาขาราชประสงค์ก็ได้ทำสัญญากับโจทก์รับรองที่จะชำระเงินให้โจทก์ทันทีถ้าจำเลยที่ 1ผิดสัญญาและโจทก์ใช้สิทธิริบหลักประกันดังที่ปรากฏในหนังสือค้ำประกันของธนาคาร

เอกสารหมายเลข 3 ท้ายฟ้องข้อ 1 วรรคสองซึ่งมีข้อความว่า "ข้าพเจ้า (ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 3 สาขาราชประสงค์) ยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีเสาวภาค (หมายถึงจำเลยที่ 1) ต่อกรมตำรวจ (หมายถึงโจทก์)เป็นวงเงินไม่เกิน 1,085,480 บาท (หนึ่งล้านแปดหมื่นห้าพันสี่ร้อยแปดสิบบาทถ้วน) กล่าวคือ หากห้างหุ้นส่วน จำกัดศรีเสาวภาคไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายแผ่นป้ายอลูมิเนียมอัดวัสดุสะท้องแสงและสีดำอบแห้งที่ทำไว้กับกรมตำรวจหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญาดังกล่าว ซึ่งกรมตำรวจมีสิทธิริบหลักประกันหรือค่าปรับหรือค่าเสียหายใด ๆ จากห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีเสาวภาคได้แล้ว ข้าพเจ้ายอมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีเสาวภาคชำระก่อน"เมื่อข้อสัญญาเป็นดังนี้ก็เห็นได้ว่าคู่สัญญามีความประสงค์ที่จะผูกพันกันว่า

ถ้าจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดของสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิริบหลักประกันแล้วจำเลยที่ 3 สาขาราชประสงค์รับรองที่จะใช้เงินจำนวน1,085,480 บาท ให้แก่โจทก์ทันที สัญญาดังกล่าวนี้ย่อมมีผลใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ 3 รับผิดเพียงในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์มากไปกว่าจำเลยที่ 1ต้องรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เคียง บุญเพิ่ม · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้