Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 แล้วหันไปยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายทั้งสองมิได้ยืนอยู่จุดเดียวกัน จำเลยจึงประสงค์ให้เกิดผลแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละคราวกัน ผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตายจึงเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นต่างกรรมกัน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องประสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (6) ได้ให้ความหมายคำว่า "มี " ว่าหมายถึงมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกในการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนดังกล่าว ขณะที่จำเลยยิงปืนพวกของจำเลยซึ่งส่งอาวุธปืนให้ก็ยังอยู่ด้วยกัน การใช้อาวุธปืนของจำเลยเป็นเพียงชั่วคราวในขณะที่ยิงเท่านั้น อาวุธปืนจึงยังคงอยู่ในครอบครองของพวกจำเลย แม้จำเลยรู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืน ก็จะพึงเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมในการครอบครองอาวุธปืนมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 91 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดและขนาด 1 กระบอกซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่ได้จดทะเบียนและมีกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวนหลายนัดซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมาย ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนพร้อมทั้งเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะบริเวณหน้าสำนักงานไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและกรณีไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายอนุพล

ผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่า ถูกบริเวณด้านหลังทะลุทรวงอก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการรักษาบาดแผลอย่างทันท่วงที จึงไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายปรีชา ผู้เสียหายที่ 2 โดยมีเจตนาฆ่าถูกบริเวณศรีษะด้านหลังซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญจำเลยลงมือกระทำไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำของจำเลยไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ได้รับการรักษาบาดแผลอย่างทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ,91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำคุก 12 ปี ยกฟ้องข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 24 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ถูกยิง ได้รับบาดเจ็บตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง และเป็นการกระทำต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสอง นายอนุรักษ์ นายภูพิงค์ และนายสุมิตร เบิกความเป็นพยานยืนยันว่าจำเลยเป็นคนยิง โดยได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสเห็นหน้าจำเลย 2 ครั้ง

คือ ครั้งแรกตอนท้าแข่งรถจักรยานยนต์ และครั้งที่สองขณะยิง โดยเห็นจากแสงสว่างไฟฟ้าสาธารณะและที่บริเวณรั้วของสำนักงานการไฟฟ้า ได้ความจากคำเบิกความของนายอนุรักษ์ว่า จำหน้าจำเลยได้เนื่องจากมีการชกต่อยกัน ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้นจำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 2 เมตร ส่วนนายภูพิงค์เบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิงนายภูพิงค์ จำเลยอยู่ห่างจากนายภูพิงค์ประมาณ 3 เมตร สำหรับนายสุมิตรนั้นเบิกความว่า ขณะที่จำเลยยิงนายอนุรักษ์ นายภูพิงค์ ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 1 นั้น นายสุมิตรตกใจยืนอยู่กับที่ไม่ได้หลบหนี เช่นนี้มีเหตุผลให้เชื่อตามคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งห้าปากดังกล่าว เนื่องจากพยานโจทก์มีโอกาสเห็นหน้าจำเลย

ได้ เพราะมีการท้าแข่งรถจักรยานยนต์กัน ขณะที่จำเลยยิงอยู่ห่างกันไม่ไกลเพียง 2 ถึง 3 เมตรเท่านั้น โดยปรากฎว่าที่เกิดเหตุอยู่หน้าสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีแสงสว่างดังปรากฎตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุในเอกสารหมาย จ.1 ที่ร้อยตำรวจเอกอดุลย์ พนักงานสอบสวนออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ในคืนเกิดเหตุนั่นเอง ตรงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเบิกความว่า ที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะและไฟที่ติดไว้บริเวณรั้วของสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะนายอนุรักษ์มีการชกต่อยกับจำเลยจึงต้องหันหน้าเข้าประชิดกันหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน นายอนุรักษ์ นายภูพิงค์และนายสุมิตรไปชี้ยืนยันให้จ่าสิบตำรวจพงษ์ศักดิ์

จับกุมจำเลย นับว่าเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับวันเกิดเหตุ ความจำของพยานทั้งสามยังดีอยู่ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความยืนยันสนับสนุนว่า หลังเกิดเหตุ 3 วัน เจ้าพนักงานตำรวจนำจำเลยไปให้ดูตัว ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่า เป็นคนที่ใช้อาวุธปืนยิง ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ชี้ยืนยันเนื่องจากปวดศรีษะ (จากพิษกระสุนปืน) แม้พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไม่ตรงกันทั้งหมดก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ถึงกับเป็นพิรุธ การที่พยานโจทก์ดังกล่าวต่างไม่รู้จักจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนเกิดเหตุ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า เป็นการใส่ความปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ทางด้านพยานหลักฐานของจำเลยกลับไม่น่าเชื่อถือ

กล่าวคือ ไม่มีเหตุผลที่จำเลยขับรถจักรยายนยต์ให้นางสาวปวีนา ซ้อนท้ายผ่านไปหน้าสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดจันทบุรีตามปกติ จะถูกถีบรถจักรยานยนต์ล้มลงแล้วถูกรุมชกต่อยโดยไม่มีสาเหตุ แม้จำเลยมีนางสาวปวีณาเบิกความเป็นพยานเช่นเดียวกับจำเลย แต่นางสาวปวีนาก็เป็นเพื่อนจำเลยย่อมต้องช่วยเหลือจำเลยเป็นธรรมดา ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าวันเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง หมายเลขทะเบียน กนน จันทบุรี 951 ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นโซนิค ตามคำเบิกความของนายปรีชาและนายภูพิงค์พยานโจทก์นั้นเห็นว่า แม้จำเลยมีนายบุญเสริม ผู้ใหญ่บ้านเบิกความเป็นพยานว่า ที่บ้านจำเลยประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า มีรถจักรยานยนต์ 1 คัน

ยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง และนายวิชิต บิดาจำเลยเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยขับรถยี่ห้อคาวาซากิ สีแดง ซึ่งภรรยานายวิชิตเช่าซื้อมาจากบริษัท ทั้งมีนายชรัตน์ นายวุฒิชัย และนางสาวปวีณาเบิกความเช่นเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นการเบิกความโดยปราศจากเอกสารยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนรถหรือสัญญาเช่าซื้อจึงไม่อาจรับฟังว่าเป็นจริงดังคำเบิกความ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง ถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่ชายโครงด้านซ้ายและถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่กะโหลกศีรษะ นับว่าเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าจะทำให้ผู้เสียหายทั้งสองถึงแก่ความตายได้

ย่อมถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยิงผู้เสียหายทั้งสองที่มาด้วยกันในคราวเดียวกันในระยะกระชั้นชิดติดต่อกัน โดยมีเจตนาเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายสุมิตร ซึ่งไม่ได้วิ่งหลบหนีนั้นจำเลยยิงผู้เสียหายที่ 2 แล้วหันไปยิงผู้เสียหายที่ 1 เช่นนี้ ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ยืนอยู่จุดเดียวกัน จำเลยจึงประสงค์ให้เกิดผลแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละคราวกัน เป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาชอบแล้ว

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ต่างเบิกความตรงกันว่า จำเลยร้องบอกพวกให้ส่งอาวุธปืนให้ พวกของจำเลยจึงส่งอาวุธปืนให้แก่จำเลย แล้วจำเลยยิง แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ครอบครองอาวุธปืนมาแต่แรก พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (6) ได้ให้ความหมายคำว่า "มี" ว่าหมายถึงมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง

โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับพวกในการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนดังกล่าว ปรากฎว่าขณะที่จำเลยยิงนั้นพวกของจำเลยซึ่งส่งอาวุธปืนให้ก็ยังอยู่ด้วยกันการใช้อาวุธปืนของจำเลยเป็นเพียงชั่วคราวในขณะที่ยิงเท่านั้น อาวุธปืนจึงยังคงอยู่ในครอบครองของพวกจำเลย แม้จำเลยรู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืน ก็จะฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมในการครองครองอาวุธปืนดังกล่าวมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า เป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นหรือไม่ ส่วนการพาอาวุธปืนติดตัวไปนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าก่อนเกิดเหตุพวกของจำเลยเป็นคนพาอาวุธปืนติดตัวไปสำหรับหลังเกิดเหตุนั้น

โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยเป็นคนนำอาวุธปืนติดตัวไป จำเลยจึงอาจส่งมอบคืนให้แก่พวกแล้วต่างคนต่างหลบหนีไปก็ได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี · ดิเรก อิงคนินันท์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5765/2561

ตาม ป.อ. อาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2529

ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กับฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้นั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2568

ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร กับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกรรมกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2568

ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2568

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้