Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3971/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้รถแบ๊กโฮขุดตักดินในที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทรายในบริเวณที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้ามในราชกิจจานุเบกษา ต่อมาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นประธาน สภาตำบลได้จัดทำบันทึกการประชุมสภาตำบลอันเป็นเท็จว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการขุด ตักดินได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 มิใช่เป็นการเตรียมทำเอกสารไว้ก่อนมีการขุดตักดินในที่สาธารณประโยชน์หรือ นำไปใช้อ้างอิงในการขุดตักดินดังกล่าว อันจะเป็นการแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเข้าไปขุดตักดินในที่ สาธารณประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 3 ไม่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิด กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2343/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนคดีนี้เช่นเดิม และให้เรียกจำเลยที่ 1 (เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในสำนวนนี้) และจำเลยที่ 2 ในสำนวนดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความผิดต่อ ป. ที่ดิน และคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 เฉพาะคดีนี้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดต่อ ป. ที่ดินด้วยหรือไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ป.อ. มาตรา 83

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2), 108 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) (4), 83 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานทำลายและทำให้เสื่อมสภาพซึ่งที่ดิน สาธารณประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ฐานรับรองเอกสารเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2), 108 ทวิ วรรคสอง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาเฉพาะคดีนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีชาวบ้านมาร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายว่า มีผู้ลักลอบขุดดินในป่าช้าบ้านว่าน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย จึงสั่งการให้นายอำเภอท่าบ่อตรวจสอบข้อเท็จจริง นายอำเภอท่าบ่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า สภาตำบล บ้านว่านซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นประธานสภาตำบลโดยตำแหน่งได้มีการประชุมครั้งที่ 10/2538 และมีข้อความใน สมุดบันทึกการประชุมว่า ให้ขุดสระน้ำขนาดกว้าง 100 เมตร ยาว 120 เมตร ลึก 3 เมตร ในบริเวณที่ป่าช้าดังกล่าว โดยขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรกลของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทางจังหวัดหนองคายพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เพราะยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงให้นายอำเภอท่าบ่อดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกเข้าไปขุดดินที่เกิดเหตุ นายอำเภอท่าบ่อมอบอำนาจให้นายสิทธิพร ปลัดอำเภอท่าบ่อร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกเข้าไปขุดตักดิน หิน กรวด และทรายในที่ดินดังกล่าว ตาม ป. ที่ดิน ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องจำเลยที่ 3 คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำบันทึกการประชุมสภาตำบลบ้านว่าน ครั้งที่ 10/2538 มีข้อความว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะประธานสภาตำบลบ้านว่านแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าเห็นควรขุดสระบริเวณที่ดินสาธารณะประโยชน์ข้างโรงเรียนบ้านว่าน ทางทิศเหนือ โดยจะขอเครื่องจักรกลจากจำเลยที่ 1 สมาชิกสภาจังหวัด รับปากจะมาทำการขุดให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จึงขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาว่าจะเห็นชอบให้ดำเนินการขุดหรือไม่ ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นชอบให้ดำเนินการขุดสระได้ ซึ่งเป็นความเท็จ จึงมีความผิดตาม

ป.อ. มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งโจทก์ฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1916/2540 หมายเลขแดงที่ 2343/2543 ของศาลชั้นต้น และได้นำมาพิจารณารวมกับคดีนี้ แต่คดีในส่วนดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้นำคดีมาพิจารณาและพิพากษารวมกัน แต่ก็เป็นการกระทำคนละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง หรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของมาตรา 9 (2) ซึ่งองค์ประกอบของมาตรา 9 (2) ต้องประอบด้วยการลงมือกระทำด้วยประการใด ๆ โดยตรง และโดยเจตนาให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่ดิน ที่กรวด หรือที่ทราบในบริเวณที่รัฐมนตรีประกาศ

หวงห้ามในราชกิจจานุเบกษาซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ป่าช้าบ้านว่านซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ และมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิ ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขุดดินดังกล่าว ทั้งการขุดดินในป่าช้าบ้านว่านเริ่มกระทำตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำบันทึกการประชุมสภาตำบลบ้านว่านครั้งที่ 10/2538 อันเป็นความเท็จ และเป็นการกระทำต่างกรรมกันดังกล่าวมาแล้ว จึงมิใช่เป็นการเตรียมทำเอกสารไว้ก่อนมีการขุดดินในป่าช้าบ้านว่าน หรือนำไปใช้อ้างอิงในการขุดดินดังกล่าวของจำเลยที่ 3 อันจะเป็นการแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเข้าไปขุดดินในที่สาธารณประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำดังที่โจทก์ฎีกา จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9 (2) ประกอบมาตรา 108 ทวิ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นันทชัย เพียรสนอง · สุมิตร สุภาดุลย์ · สดศรี สัตยธรรม
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดหนองคาย - นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้