Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3955/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเนื่องจากผู้ตายกับ น. ภริยาจำเลยอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนตามลำพังสองต่อสอง และจำเลยพบเห็นเหตุการณ์โดยไม่คาดคิดมาก่อนจำเลยเกิดความโมโหหรือมีอารมณ์โกรธ จึงยิงไปในขณะนั้นทันทีที่พบเห็น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68 แต่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทิว และริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 11 ปี และฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 12 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ริบหัวกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำคุก 5 ปี รวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 1 ปี เป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองและที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ตายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง จำเลยเป็นสามีนางนงลักษณ์โดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ล.1 มีบุตรด้วยกัน 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน ตามสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.5 อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านในตลาดเขาศก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี นางนงลักษณ์เปิดร้านอาหารชื่อร้านอาหารนงลักษณ์ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ผู้ตาย พลตำรวจสันติและสิบตำรวจตรีเสรีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์

จังหวัดระยอง ไปรับประทานอาหารและดื่มสุราด้วยกันในร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุ แต่พลตำรวจสันติและสิบตำรวจตรีเสรีกลับไปก่อนตอนเวลาประมาณ 15 นาฬิกา และ 18 นาฬิกา ตามลำดับ ส่วนผู้ตายคงอยู่ที่ร้านต่อโดยนั่งพูดคุยอยู่กับนางนงลักษณ์เจ้าของร้านจนกระทั่งเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ร้านปิดแต่ผู้ตายยังคงอยู่ที่ร้านต่อ ครั้นต่อมาเวลาประมาณ 6 นาฬิกา ของวันที่ 30 กันยายน 2537 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ จำเลยขับรถยนต์กระบะมาที่ร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุ ขณะนั้นผู้ตายกับนางนงลักษณ์อยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องนอนบนชั้นสองของร้าน จำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยี่ห้อรีวอลเวอร์ ขนาด .32 หมายเลขทะเบียน กท.967967 ที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ยิงผู้ตายจำนวน 4 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้ตายตามร่างกายหลายแห่ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง และรายงานการตรวจศพเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) โดยผู้ตายถึงแก่ความตายอยู่ในห้องนอนบนชั้นสองของร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุ เมื่อยิงผู้ตายแล้วจำเลยพานางนงลักษณ์ออกจากร้านไปขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยที่จอดอยู่ขับหลบหนีไปต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพ้นตำรวจโทสถิตย์ (ขณะเกิดเหตุมียศพันตำรวจตรี) สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ตามบันทึกการมอบตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.2 สำหรับข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืน จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและข้อหาความผิดฐานพาอาวุธปืน

โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเช่นเดียวกันข้อหาความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยเบิกความอ้างว่าเมื่อจำเลยขึ้นไปบนชั้นสองพบนางสาวศิริรัตน์และนางสาวธัญลักษณ์พนักงานเสิร์ฟนอนอยู่ในมุ้งนอกห้องจึงสอบถามว่านางนงลักษณ์อยู่ที่ไหน ทั้งสองคนไม่ตอบและวิ่งลงไปชั้นล่าง จำเลยตามลงมาและเห็นรองเท้าหุ้มข้ออยู่ที่พื้นชั้นล่างจำเลยคิดว่ามีเหตุร้ายภายในร้านจึงไปหยิบอาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด .32 ที่หลังตู้ภายในร้านมาถือไว้แล้วขึ้นไปบนชั้นสอง

ปรากฏว่าประตูห้องปิด จึงเคาะประตูพร้อมตะโกนเรียกให้เปิดประตู ครู่หนึ่งมีเสียงเปิดประตูจำเลยจึงรีบกระชากประตูห้องเปิดออกขณะเดียวกันได้ยินเสียงคล้ายคนกระชากลูกเลื่อนอาวุธปืน ซึ่งจำเลยคาดว่าคนที่อยู่ข้างในต้องมีอาวุธปืน เมื่อเปิดประตูแล้วพบนางนงลักษณ์ยืนอยู่และมีชายคนหนึ่งซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นผู้ตายยืนอยู่ด้านหลังนางนงลักษณ์ ถืออาวุธปืนยาวจ้องเล็งมาทางจำเลย จำเลยเชื่อว่าผู้ตายเป็นคนร้ายจึงผลักนางนงลักษณ์ไปทางด้านหลังให้ชนผู้ตาย จนผู้ตายเสียหลักเอียงไปทางด้านหลัง แต่ผู้ตายยังถืออาวุธปืนและหันปากกระบอกมาทางจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหลายนัดซึ่งทราบภายหลังว่ายิงไป 4 นัด แล้วจำเลยดึงนางนงลักษณ์ออกจากห้องไป

ส่วนผู้ตายล้มลงตรงบริเวณประตูห้องและเบิกความต่อไปว่า เหตุที่จำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายจ้องเล็งอาวุธปืนมาทางจำเลย คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้หรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย พันตำรวจโทปรีชาพนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทสถิตย์ พยานรับตัวจำเลยมาทำการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การภาคเสธ โดยจำเลยรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง แต่กระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะ พยานบันทึกคำให้การของจำเลยไว้ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.10 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) และให้จำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การและถ่ายรูปการนำชี้ไว้ตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย

ป.จ.11 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) และภาพถ่ายหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ปรากฏว่า ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.10 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ดังกล่าว จำเลยให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายมีรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญว่าจำเลยเคาะประตูห้องหลายครั้งแต่นางนงลักษณ์ไม่ยอมเปิด จำเลยจึงดันประตูและจะพังประตูเข้าไปนางนงลักษณ์จึงเปิดประตู เมื่อประตูเปิดอ้าออกจำเลยเห็นนางนงลักษณ์ยืนอยู่ในห้องข้างประตูด้านขวาและเห็นชอบคนหนึ่งทราบภายหลังว่าเป็นผู้ตายอยู่ในห้องริมด้านซ้าย ขณะนั้นจำเลยเห็นนางนงลักษณ์และผู้ตายไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากภายในห้องไม่ได้เปิดไฟฟ้าและยังไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ แต่พอมองเห็นกันได้

จำเลยเห็นผู้ตายอยู่ในลักษณะท่านั่งและทำท่าเหมือนจะคว้าสิ่งของที่อยู่ทางด้านซ้ายมือซึ่งจำเลยไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของอะไรและกำลังจะลุกขึ้นมาหาจำเลย ขณะนั้นจำเลยอยู่ในอาการตกใจและโมโหมากไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ จำเลยจึงชักอาวุธปืนสั้นออกมาจากเอวและยิงใส่ผู้ตายจนหมดกระสุนปืน ไม่ทราบว่ากี่นัดผู้ตายล้มลงบริเวณหน้าห้อง จากนั้นจำเลยกระชากนางนงลักษณ์ลงมาชั้นล่างแล้วพาขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยขับหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ และให้การต่อไปด้วยว่าเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายขณะที่พบเห็นนั้น เนื่องจากผู้ตายอยู่กับนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยภายในห้องนอนตามลำพังสองต่อสอง แม้ขณะที่เห็นผู้ตายและนางนงลักษณ์จะไม่อยู่ในลักษณะเปลือยกายหรือกำลังร่วมประเวณีกันก็ตาม แต่หญิงชายอยู่กันตามลำพังในลักษณะเช่นนี้

จำเลยเชื่อว่าผู้ตายและนางนงลักษณ์จะต้องร่วมประเวณีกันอย่างแน่นอน จำเลยเกิดความโมโหและบันดาลโทสะอย่างรุนแรง จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทันทีขณะที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว และต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 จำเลยให้การเพิ่มเติมอีกว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยไม่ได้พูดกันและไม่มีการต่อสู้ทำร้ายกันก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเกี่ยวกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย เอกสารหมาย ป.จ.10 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ดังกล่าวมานี้ จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนทำบันทึกไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามที่จำเลยได้ให้การแต่อย่างใด ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำลยดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยไม่ได้ให้การถึงเลยว่า เมื่อนางนงลักษณ์เปิดประตูห้องจำเลยได้ยินเสียงคล้ายคนกระชากลูกเลื่อนอาวุธปืนและผู้ตายถืออาวุธปืนยาวจ้องเล็งปากกระบอกปืนมาทางจำเลย

จำเลยจึงยิงผู้ตายไปดังที่จำเลยเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์อันสำคัญแก่รูปคดีของจำเลยด้วย จึงไม่น่าจะไม่ให้การถึงเสียแต่แรก การที่จำเลยเพิ่งมาเบิกความกล่าวอ้างในชั้นพิจารณาดังกล่าวมาข้างต้นนั้น จึงเป็นการเบิกความเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนทำให้คำเบิกความของจำเลยมีพิรุธ นอกจากนี้ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทสถิตย์พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบตัวจำเลยว่า เมื่อรับมอบตัวจำเลยได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริงแต่มีเหตุจำเป็น และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจากการพูดคุยและสอบถาม จำเลยให้การสรุปได้ว่า

ผู้ชายด้วยกันในสภาพอย่างนี้คงทนไม่ได้ด้วยเหตุดังวินิจฉัย จึงไม่เชื่อว่าข้อความที่จำเลยเบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งเป็นการเบิกความเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนจะเป็นความจริง กรณีจึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายกับนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนตามลำพังสองต่อสอง และจำเลยพบเห็นเหตุการณ์โดยไม่คาดคิดมาก่อน จำเลยเกิดความโมโหหรือมีอารมณ์โกรธจึงยิงไปในขณะนั้นทันทีที่พบเห็น หาใช่ผู้ตายถืออาวุธปืนยาวจ้องเล็งปากกระบอกปืนมาทางจำเลย จำเลยจึงยิงไปดังที่จำเลยเบิกความอ้างในชั้นพิจารณา เช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ส่วนข้อที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า

ภายในห้องนอนพอมองเห็นกันได้จำเลยเห็นผู้ตายอยู่ในลักษณะท่านั่งและทำท่าเหมือนจะคว้าสิ่งของที่อยู่ทางด้านซ้ายมือซึ่งจำเลยไม่ทราบว่าเป็นสิ่งของอะไรและกำลังจะลุกขึ้นมาหาจำเลย จำเลยจึงยิงผู้ตายนั้น เห็นว่า ตามทางพิจารณาแม้จะได้ความว่าภายในห้องนอนที่ผู้ตายกับนางนงลักษณ์อยู่ด้วยกันในขณะเกิดเหตุมีอาวุธปืนประจำกายของผู้ตายซึ่งเป็นอาวุธปืน เอช.เค บรรจุกระสุนปืนหลายนัดวางอยู่บนพื้นห้อง แต่ตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าผู้ตายทำท่าจะหยิบอาวุธปืนที่วางอยู่ดังกล่าวเพื่อยิงจำเลยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่ามีภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลยแล้ว การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไปในพฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่หนักแน่นพอที่จะฟังว่าเป็นการป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เช่นเดียวกัน ข้ออ้างประการอื่นๆ ในฎีกาของจำเลยที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย

เพราะไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 แต่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามทางพิจารณาได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายมีภริยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายอยู่แล้ว และยังมีภริยาน้อยอีก 1 คน ซึ่งอยู่ด้วยกันที่บ้านพักที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายภริยาน้อย

แสดงให้เห็นในเบื้องต้นว่าผู้ตายความประพฤติไม่ดี มีความเสื่อมเสียเรื่องผู้หญิง ประกอบกับก่อนเกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายไปที่ร้านอาหารนงลักษณ์ของนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยที่เกิดเหตุเป็นประจำ โดยเฉพาะในครั้งที่เกิดเหตุคดีนี้ผู้ตายกับพวกไปรับประทานอาหารและดื่มสุราด้วยกันที่ร้านอาหารนงลักษณ์ที่เกิดเหตุตั้งแต่เวลาประมาณ 12 นาฬิกา และพวกของผู้ตายต่างกลับไปหมดแล้วตั้งแต่เวลาประมาณ 15 นาฬิกาและ 18 นาฬิกา แต่ผู้ตายยังไม่กลับโดยอยู่คุยกับนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยจนกระทั่งเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ร้านปิด แต่ผู้ตายก็ยังไม่กลับ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนางสาวศิริรัตน์พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟของร้านอาหารที่เกิดเหตุและจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวธัญลักษณ์พนักงานเสิร์ฟอีกคนหนึ่งตามเอกสารหมาย

ป.จ.7 (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) ว่า ตอนเวลาประมาณ 5 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ เห็นผู้ตายกับนางนงลักษณ์เข้าไปอยู่ด้วยกันภายในห้องนอนที่เกิดเหตุ และได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวธัญลักษณ์ด้วยว่าขณะผู้ตายกับนางนงลักษณ์อยู่ภายในห้องนอนนั้น ได้ยินเสียงผู้ตายพูดว่า "ดูซิอยากเห็นหน้าชัดๆ ว่าสวยขนาดไหน คุยกันมาทั้งคืนแล้ว" แล้วก็เงียบไป พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางว่าผู้ตายกับนางนงลักษณ์ไม่ใช่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างธรราดา แต่หนักไปในทำนองรักใคร่ฉันชู้สาวถึงกับพากันขึ้นไปนอนด้วยกันภายในห้องนอนที่เกิดเหตุ ผู้ตายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้ดี ทั้งมีภริยาอยู่แล้วถึง 2 คน ก็ไม่พอ ยังมาติดพันนางนงลักษณ์ภริยาจำเลยในทำนองชู้สาวอีก

เห็นได้ว่าผู้ตายประพฤติตัวไม่เหมาะสมไม่อยู่ในศีลธรรม ส่วนจำเลยนั้นมีอาชีพเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์และเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิศีลธรรมสมาคม อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ทำหน้าที่เก็บศพอันแสดงว่าจำเลยเป็นคนทำมาหากิน และยังมีส่วนช่วยเหลือสังคมด้านสาธารณกุศล ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดี การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ และยังชดใช้ค่าทำขวัญแก่บิดาผู้ตายเป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยมีบุตร 4 คน ซึ่งเมื่อนับถึงวันเกิดเหตุมีอายุเพียง 12 ปีเศษ 8 ปีเศษ 6 ปีเศษ และ 8 เดือนเศษ ตามสำเนาสูติบัตร เอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.5 ตามลำดับ ที่จำเลยต้องอุปการะเลี้ยงดู โดยบุตร 3 คน เป็นนักเรียนกำลังเรียนหนังสืออยู่

ดังปรากฏตามใบรับรองการเป็นนักเรียนเอกสารแนบท้ายฎีกาจำเลย ทั้งเหตุที่จำเลยกระทำความผิดก็เนื่องจากผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้ตายดังกล่าวข้างต้นประกอบด้วยแล้ว มีเหตุอันควรปรานีแก่จำเลยโดยสมควรกำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำจึงเห็นสมควรลงโทษปรับในความผิดฐานมีอาวุธปืนฯ อีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้นั้น กับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำรูญ แสนภักดี · สุมิตร สุภาดุลย์ · สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้